Posh Magazine Thailand พาคุณมาพูดคุยกับ วิคเตอร์-ชัชชวิศ เตชะรักษ์พงษ์ (@victor_zheng) ผู้รับบทเป็น รักษ์ ในภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้เรื่องแรกของค่าย ‘เนรมิตรหนัง ฟิล์ม’ เรื่อง ‘สวัสดีวันจันทร์(ส)’ ผลงานการกำกับของ ก่อ-ชาคร ไชยปรีชา

ตอนที่ได้รับการติดต่อให้เล่นเรื่อง “สวัสดี วันจันทร์(ส)” นี้ รู้สึกยังไงบ้าง
-ตอนแรกที่รู้ว่าได้มาแคสเรื่องนี้ก็ดีใจ ตื่นเต้นมาก ยังไม่รู้ว่าจะได้หรือไม่ได้ ผมก็รู้สึกว่าเป็นบทที่น่าสนใจ เพราะเขาส่งมาเป็นคาแร็คเตอร์ก่อน และส่งมาเฉพาะบทที่จะแคสท์ บทที่ส่งมาเรียกได้ว่าเป็นไฮไลท์ของหนังเรื่องนี้เลย ผมก็ท้าทาย ผมมาแคสเป็น “รักษ์” ตัวเดียวเลย รักษ์เป็นสายมู ผมก็จัดมาเลยหมดบ้าน เอามาทั้งกรุเอามาทั้งหีบ (หัวเราะ) เอาพระเครื่องของตัวเองมาเล่นในเรื่อง เพราะว่ามันต้องมีซีนที่เขาต้องไลฟ์ขายของมู ผมก็ทำการบ้านและมาแคสท์เรื่องนี้ครับ
ส่วนตัวเป็นคนมูไหม
-ผมบอกก่อนเลยนะ บ้านผมนับถือศาสนาคริสต์ จะไม่มีเรื่องพวกนี้เลย ผมเกิดมาไม่รู้เรื่องพวกนี้เลย ส่วนที่มีพวกพระเครื่อง เพราะวิคเคยเป็นพิธีกรรายการสารคดี แล้วผมไปสัมภาษณ์เจ้าอาวาส หลวงพี่ พระอาจารย์บ่อยๆ แต่ละวัดก็จะให้ของดีมา ผมก็จะรู้พวกศัพท์ต่าง ๆ อย่างเช่น พุทธคุณ เมตตามหานิยม อำนาจบารมี องค์นี้ขอเรื่องความรัก ชีวิตคู่ได้ มันก็จะมีคำพูดบางอย่างที่เป็นคีย์เวิร์ดของเขา ผมก็จะเอาคำเหล่านั้นมาใช้ตอนแคสท์ครับ

คุยเรื่องรายละเอียดคาแรกเตอร์กับผู้กำกับ พี่ก่อ
-พอแคสท์ได้ พี่ก่อ ก็มาทำคาแร็คเตอร์ที่ลงละเอียดมากยิ่งขึ้น อย่างเรื่องสายมู คาแร็คเตอร์นี้ก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว แต่ส่วนที่มาทำการบ้านเพิ่มเติมคือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างผมกับ ‘เอิร์ธ’ ก็คือโอบ ในเรื่องมากกว่า เพราะว่าจะเป็นเส้นเรื่องหลักเลย ที่เรากับเอิร์ธจะมีความสัมพันธ์เพื่อนที่มันมีความแตกต่างอะไรบางอย่าง เป็นเพื่อนสนิท แต่อาจมีนิสัยไม่เหมือนกัน อาจจะงงๆ หน่อย เพราะผมสายมู ส่วนเอิร์ธไม่เชื่อ ผมมีความรับผิดชอบ ส่วนเอิร์ธติดชิลล์ ผมเรียนจบแล้ว เอิร์ธเรียนไม่จบ อะไรแบบนี้ จะเป็นเรื่องพวกนั้นมากกว่า ที่ต้องมาจูน มาทำความสนิทใจกัน จะเล่นคาแรกเตอร์ออกมายังไง ด้วยความเป็นหนังมันก็จะมีความเซอร์เรียลหน่อย คนที่นิสัยไม่เหมือนกัน 2 คนขนาดนี้ แต่ต้องมาเป็นเพื่อนสนิทกัน ถ้าได้ดูเทรลเลอร์ หรือทีเซอร์ ก็จะเห็นว่าเอิร์ธกับผม คือนอนเตียงเดียวกันเลยในหอพัก มีความสนิทกันมากๆ อยู่หอพักเป็นรูมเมทด้วยกันได้ แสดงว่ามันซี้กันมาก แต่ว่ามันชอบอะไรไม่เหมือนกันเลย ผมเลยต้องมาทำงานตรงนี้ค่อนข้างเยอะครับ
บทเรื่องนี้นอกจากพี่ก่อแล้วยังได้ พี่บอลรูม-วรลักษณ์ กล้าสุคนธ์ ที่เคยเขียนบท “สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก” มาร่วมเขียนด้วย รู้สึกยังไงบ้าง
-รู้สึกสบายใจและไว้ใจ พอทราบว่าได้เล่นหนังนี้ ผมก็ดีใจมาก ๆ แล้ว แต่พอรู้ว่ามีทีมงานที่เก่งทุกคน มีทีมเขียนบทที่ดี โดยเฉพาะหน้าหนังเรื่องนี้ก็มีความเป็น Coming of age ด้วยมากๆ เลย และ ‘สิ่งเล็ก ๆ ที่เรียกว่ารัก’ ก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน เป็นเรื่องของชีวิตเด็กที่อยู่ในรั้วโรงเรียนและจบออกมา หลังจากนั้นล่ะ เรื่องนี้ก็คล้ายๆ กัน มีความใกล้เคียงแค่ติดลูป ก็รู้สึกว่ามัน Put the right man on the right job ครับ แบบว่ามันถูกต้องมาก ๆ เลย ก็รู้สึกว่าบทเรื่องนี้มันต้องสนุกแน่ๆ เลย แล้วพอมาลองถ่ายก็สนุกจริงๆ หนังเรื่อง ‘สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก’ เป็นหนังสมัยก่อนแล้ว แต่ในยุคปัจจุบัน บทก็ adapt เปลี่ยนแปลงให้มันเข้าธีมหนัง แนวหนังในยุคปัจจุบันครับ
หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ 2 ของ “วิคเตอร์” มันแตกต่างจากครั้งแรกไหม
-แตกต่างครับ เรื่องแรกนานมากแล้ว ผมเจอกับพี่ก่อจากการทำงานเรื่องนั้นะ แต่ตอนนั้นพี่ก่อยังไม่ได้เป็นผู้กำกับ เหมือนดูแลเรื่องเขียนบทอะไรแบบนี้ ตอนนั้นผมก็ไปเล่นหนังเรื่อง ‘เมื่อฉันกับเธอ XXX’ ตอนนั้นผมเล่นเป็นประธานชมรมฟุตบอล ซึ่งมันต้อง keep ลุคหล่อ ๆ พอมาเรื่องนี้มันมีความเป็นคนเลย มีความเป็นชีวิตจริง ไม่ชอบอะไรเอิร์ธ ด่าก็คือด่า เถียงก็คือเถียงครับ มีแฟน มีรัก โลภ โกรธ หลง คือมีอารมณ์ความรู้สึกที่ลึกซึ้งกว่าเดิม ผมเลยรู้สึกว่าเรื่องนี้ทำให้เราได้รับบทบาทที่มันละเอียดขึ้น โตขึ้นจากที่เราเคยเล่นมาครับ

แล้วหนังกับซีรีส์ที่เราเล่นมา มันแตกต่างกันไหม
-แตกต่างครับ ทั้งด้านโปรดักชั่นและด้านแอคติ้ง เช่น พอเรารู้ว่าภาพยนตร์ ทุกอย่างมันต้องอยู่ในกล้องเฟรมเดียว การแสดงของเรามันจะถูกซ้ำๆ ซึ่งอันนั้นก็เป็นอุปสรรคส่วนหนึ่งนะ ที่เราจะเล่นยังไงในแต่ละเทคให้มันซ้ำแต่อารมณ์ต้องเฟรชตลอดเวลา แต่แน่นอนว่าแอ็คชั่นใหม่ คัทใหม่ มันก็ต้องซ้ำๆ แอ็คติ้งเดิมๆ และอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องของความละเอียดในการเทคไทม์ ในการทำอารมณ์ พอมันมีกล้องเดียว ผมก็ต้องทำอะไรให้มันละเอียดขึ้น มันไม่เหมือนละครที่เผื่อกล้อง 2 เผื่อกล้อง 3 เทคนี้เราไม่ได้ เดี๋ยวไปเล่นหน้าอีกกล้องก็ได้ อันนี้บางทีเราต้องทั้งทำอารมณ์ ทั้งบล็อกกิ้ง บทพูด ความรู้สึก หน้าตาเราก็ต้องจบให้ได้ภายใน 1 ครั้ง ให้มันเพอร์เฟคท์ที่สุดครับ
เราเคยผ่านบทคอมเมดี้มาบ้างไหม
-เคยเล่นละครแนวนี้ครับ แต่พอมาอยู่ในหนังเรื่องนี้ โชคดีตรงที่ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ พี่ก่อ ผู้กำกับและพี่ทราย เจริญปุระ เปิดโอกาสให้ผมได้ลองด้นสด อยากขายอะไรขายเลย ได้ลองใช้เทคนิกคอเมดี้ต่างๆ เยอะแยะมากมายเลยครับ ได้ลองในสิ่งที่บางครั้งผมก็ยังไม่เคยได้ลองเหมือนกันนะ จากละครคอมเมดี้ที่ผมเคยเล่นมา แต่พอมาเรื่องนี้ผมได้ลองเล่นเทคนิกการเล่นคอมเมดี้บางอย่างที่เราไม่เคยลองทำ ทั้งเรื่องจังหวะ มีความจริงมากขึ้น มีความเป็นคนทั่วไปมากขึ้นครับ
กว่าจะได้เล่นเข้าจังหวะกับ “โอบ” นานไหม
-ผมกับโอบจังหวะดีมาก โอบเป็นคนที่เหมือนเป็นจังหวะมหาชน จังหวะอย่างนี้ ยิงมุกอะไรไป เขารับได้หมดเลย หรือเขาสามารถเข้ากับใครก็ได้ สมมุติในซีนนั้นมีผม, โอบและใครสักคนอีกคน อาจเป็น พีพี น้องเบล หรือใครก็แล้วแต่ โอบมันสู้ เป็นคนทัน เป็นคนเสมอ ดังนั้นผมเลยรู้สึกสบายใจมาก ในการต้องเล่นคอมเมดี้ในเรื่องนี้
ร่วมงานกับ “โอบ” ครั้งแรก เป็นยังไงบ้าง
-แน่นอนว่าเรื่องการแสดงของโอบ ผมไม่ห่วงเลย ทำได้ดีมาก ในการรับส่งต่าง ๆ อันนี้เพอร์เฟ็กต์ ผมรู้สึกว่าโอบเป็นคนที่เชียร์อัพกองเหมือนกัน ผมว่านี่สำคัญเลย จริง ๆ ผมไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องนี้หรอก แต่ทีมงาน แน่นอนว่าเรื่องนี้เราถ่ายทำฤดูร้อน ช่วง เม.ย.ที่ผ่านมา ทุกคนรู้อยู่แล้วว่ามันขนาดไหน ช่วงที่ผ่านมาที่อากาศมัน 41 – 43 องศา ทุกคนคือยมหมด มันทรมานมาก ๆ และโลเกชั่นที่ถ่ายทำมันเป็นหนังเอาท์ดอร์ ซึ่งถ่ายซีนเดย์เยอะกว่าซีนไนท์ กองหรังเรื่องนี้ วัยรุ่นเรามีอยู่แค่นี้ มีผม, โอบ, พีพี, เบล และ ปูน ซึ่งโอบเป็นหนึ่งในคนที่เชียร์อัพกองได้ดีมาก มา ๆ ทำงาน ๆ เขาจะมีมุกแหย่เสมอ มันทำให้บรรยากาศกองเวลาถ่ายทำไม่ยม ไม่ล้า เพราะอากาศก็ร้อนและเหนื่อยพออยู่แล้ว พอทีมงานเห็นว่านักแสดงไม่กดดันนะ เราไม่เครียด ให้ทุกคคนเอ็นจอย ไม่ต้องซีเรียสว่าเราร้อนไหม ทุกคนเต็มที่ พอบรรยากาศมันเป็นแบบนี้ ทุกคนในกองเลยสนุกครับ
ได้ร่วมงานกับ “ทราย เจริญปุระ” ทั้งในฐานะนักแสดงและแอคติ้งโค้ช
-ผมเคยเจอพี่ทรายตามงานรับรางวัล แต่ไม่เคยร่วมงาน เรารู้จักว่าพี่ทรายเป็นใคร เป็นนักแสดงรุ่นใหญ่ อันดับแรกเลย ผมรู้สึกดีใจและเป็นเกียรติกับผมจริง ๆ นะ เพราะผมดูพี่ทรายตั้งแต่เด็ก ๆ ก็รู้สึกดีใจมาก ๆ ที่เราได้คนนี้มาเป็นแอ็คติ้ง โค้ช มันเป็นประสบการณ์ ผมไม่รู้ว่าชีวิตนี้จะได้มีโอกาสนี้อีกหรือเปล่า ที่ไม่ใช่แค่ได้มาเล่นกับเขา แต่เขาสอนเราด้วย เหมือนเล่นไปสอนไป คือความที่พี่เขามาเป็นแอ็คติ้งโค้ชด้วย และเป็นนักแสดงในเรื่องนี้ด้วย มันยิ่งกว่าแค่เขามาสอนเรา แต่เราได้เล่นกับเขา เหมือนวัดกันไปเลยว่าเป็นยังไง
หลังจากวัดแล้วเป็นยังไงบ้าง
-เราก็ต้องฝากฝีมือให้พี่ทรายเขา เพราะพี่ทรายจะมีความเปิดโลก
สิ่งที่ “ทราย” แนะนำเรา คืออะไร
-ผมรู้สึกว่ามันเปิดโลกของผมมาก ๆ อย่างที่ผู้ใหญ่เขาบอกเลยว่า คนที่เขามีประสบการณ์มากกว่าเรา เขาย่อมมีไอเดีย มีเทคนิคที่เราไม่ทันอยู่แล้ว เป็นธรรมดาซึ่งมันก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ มันก็จะมีแอคติ้งบางอย่างที่พี่ทรายเล่นออกมา สมมุติเล่นให้เราดู เป็นคาแร็คเตอร์เรา บทเรา ที่ต้องเล่นซีนนี้ แกก็มีสีหน้าบางอย่างที่เราว่าอันนี้ดี เราคิดไม่ถึง เราคิดไม่ทัน ไม่ใช่ที่เราเตรียมมามันไม่โอเค มันก็โอเคแต่เหมือนพี่ทรายเล่นมา เสนออะไรบางอย่างขึ้นมา ผมรู้สึกว่า เฮ้ย! เออว่ะ ทำไมเราคิดไม่ทันว่าอารมณ์นี้มันถูกตีความได้หลายแบบจริง ๆ ซึ่งแน่นอนว่าพี่ทรายมีประสบการณ์เยอะมาก แกรู้อยู่แล้วว่ามันตีความอะไรได้หลายอย่าง บางอย่างเราไม่ต้องเอาแกมาหมดก็ได้ อันนี้ผมชอบ แกบอกให้เอาไปสิ ลองใช้ ผมก็ได้มาลองใช้ ก็รู้สึกว่ามันดีมาก ด้วยความที่พี่ทรายเป็นนักแสดงจริง ๆ และเป็นแอ็คติ้งโค้ช เพราะฉะนั้นคีย์เวิร์ด การสอน การพูดอะไร มันจะคลิกเร็ว ไม่เหมือนครูกับลูกศิษย์ มันจะเหมือนคนทำงานกับคนทำงาน ให้ลองอันนี้ ของดี แป๊บเดียวก็จับทางได้ มันทำให้เรารู้ใจกันเลย แป๊บเดียวผมก็ทำแบบที่พี่เขาบอกเลย บรีฟดีครับ

เล่าถึงผู้กำกับให้ฟังหน่อย
-สุดยอดมาก มันโลกกลมมาก มันกลายเป็นว่า พอเรามาเจอพี่ก่อเรื่องนี้ ผมเพิ่งรู้ว่าพี่ก่อเป็นเพื่อนกับเพื่อนผมเยอะมาก ๆ พี่ก่อชวนคนนี้ผมก็รู้จัก คนนี้ผมก็รู้จัก คนนี้พี่ชายผมเลย อยู่รอบตัวเรา จริง ๆ ผมเรียนศิลปากร พี่ก่อก็จบศิลปากร ผมอยู่ดุริยางค์ เขาอยู่โบราณคดี และรู้จักรุ่นพี่ผม สนิทกันหมดเลย ผมก็แบบโลกมันกลมวะ แต่จังหวะชีวิต ตอนนั้นผมกับพี่ก่อเคยเจอกันแล้ว แต่ยังไม่เคยได้คุยกันจริง ๆ เพิ่งมาเจอกันเรื่องนี้แล้วคุยกันว่าโลกกลมกว่าที่คิด เลยรู้สึกว่าเรากับผู้กำกับเรื่องนี้ มันจูนติดง่ายมาก พอความสัมพันธ์มันไปกันง่าย ๆ ปุ๊บ มันเลยทำให้ทุกอย่างง่ายเลย เหมือนรุ่นพี่รุ่นน้องคุยกัน เหมือนเราทำงานกับรุ่นพี่ ที่จบก่อนเราไม่กี่ปี ซึ่งพอได้มาทำงานด้วยกันจริง ๆ ทุกอย่างมันง่ายหมด เหมือนเราทำงานกับเพื่อน กับรุ่นพี่ คุยภาษาเดียวกัน มองหน้ากันอีกทีนะ อย่างนั้นนะ อย่างที่บอก ผมก็เก็ทเอง เข้าใจแล้ว และพี่ก่อก็เหมือนพี่ทรายเลย เป็นคนที่บรีฟด้วยคำพูดที่เข้าใจง่าย เห็นภาพ เป็นกันเอง ไม่ได้รู้สึกว่าจะต้องมากดดันนักแสดง ถึงแม้น้องพีพี หรือน้องคนอื่นที่ไม่สนิทเท่าผม เขาก็รู้สึกเหมือนผมว่าพี่ก่อบรีฟง่ายครับ
คิดว่าความน่าสนใจของเรื่องนี้คืออะไร
-ผมรู้สึกว่าการนำเสนอของหนังเรื่องนี้มันแปลกดีสำหรับคนไทย เราคนไทยจะรู้อยู่แล้วว่าถ้าเราจะทำอาหารชาติอื่นให้คนไทยกิน มันก็ต้องปรุงแบบไทย ๆ คนไทยถึงจะกิน เหมือนกัน หนังเรื่องนี้เขาเรียกว่าหนังติดลูป เราคนไทยก็เคยดูหนังตามสื่อต่าง ๆ อยู่แล้วว่าหนังติดลูปมันก็จะประมาณนี้ เราเคยดูหนังอะไรประมาณนี้มาเยอะแล้วใช่ไหมครับ ผมว่าเรื่องนี้พี่ก่อได้นำเสนอบทออกมาได้ถูกปากคนไทยมาก ๆ เลย ด้วยจังหวะและด้วยนักแสดงแวดล้อมคนอื่น ๆ ที่มาเล่นเรื่องนี้ มันน่าสนใจมาก แม้กระทั่งเพลง ซาวนด์แทร็ค หรือคำศัพท์ในเรื่อง มีการถูกปรับจูนให้เข้ากับบริบทของคนไทยมาก ๆ ผมว่าหนังเรื่องนี้ จะเป็นหนังอีกเรื่องนึงที่คนไทยดูแล้วจะต้องเป็นที่พูดถึงแน่นอนสำหรับหนังติดลูปเรื่องนี้ครับ ไม่ควรพลาดครับ

