Cover Interview – The Love Never Sets

จา-เต้ ในซีรีส์ The Love Never Sets กับภาพการแสดงที่ไม่เคยหายลับไปจากใจ

หากจะกล่าวถึงซีรีส์ที่พาผู้ชมดำดิ่งสู่ห้วงอารมณ์อันลึกซึ้ง พร้อมตั้งคำถามถึงนิยามของ ความรัก และ การเติบโต iQIYI Original “The Love Never Sets ฉากนั้นยังเป็นเธอ คงเป็นหนึ่งในผลงานที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ด้วยการเล่าเรื่องที่ซับซ้อนผ่านภาพยนตร์ที่ซ้อนทับอยู่กับซีรีส์ ทำให้เราได้เห็นเส้นทางการต่อสู้กับบาดแผลในอดีต และความผูกพันของ 2 ตัวละครหลักอย่าง เซนต์ และ ไอซ์

POSH MAGAZINE THAILAND ได้มีโอกาสพูดคุยกับ 2 นักแสดงนำที่ถ่ายทอดเรื่องราวนี้ได้อย่างน่าประทับใจ นั่นคือ จา-พชร สวนศรี และ เต้-วีรภัทร เติมมณีรัตน์เพื่อเจาะลึกถึงเบื้องหลังการทำงาน ความเข้าใจในตัวละครที่เต็มไปด้วยรายละเอียด และการเป็นพาร์ทเนอร์ที่ช่วยเติมเต็มกันและกัน แบบที่ภาพนั้นยังไม่เคยหายลับไปจากใจ

สำรวจตัวละครในแบบของ จา และ เต้

สำหรับ จาผู้รับบทเป็น เซนต์ ที่เป็นหัวใจของเรื่องนี้ เป็นตัวแทนความรักอันแท้จริงที่ ‘เซนต์’ มีต่อ ‘ไอซ์’ เป็นความรักที่ยังคงอยู่ แม้จะมีความขัดแย้ง ความห่างเหิน หรือเรื่องราวที่ไม่สบายใจเข้ามา

จาเผยถึงการทำการบ้านอย่างหนักต่อตัวละคร ‘เซนต์’ ซึ่งเป็นตัวละครที่ซับซ้อนได้อย่างน่าสนใจว่า “เซนต์เป็นคนที่รู้สึกอะไรแล้วเก็บไม่ให้คนอื่นรู้ ซึ่งยากมากสำหรับผม โดยเฉพาะการค้นหา ‘จุดเปลี่ยน’ ที่ทำให้เด็กที่สดใสกลายมาเป็นคนเก็บความรู้สึก” ความท้าทายนี้ยังรวมไปถึงการแสดงใน ‘โลกละคร’ ที่ ‘เซนต์’ มีอีกตัวตนที่เป็นขั้วตรงข้าม โดยมีความโผงผางและก้าวร้าวเข้ามาเพิ่มเติม

ในส่วนของ เต้ผู้รับบท ไอซ์ ตั้งแต่แรกเริ่มเขารู้สึกว่า บทนี้เป็นความท้าทายอย่างมาก เพราะตัวละครค่อนข้างไกลตัว “ผมมองว่าไอซ์เป็นตัวละครที่ถูกตีความว่า เป็นคนโชคร้าย ชีวิตของเขาถูกปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้มาทำให้เส้นทางที่ตั้งใจไว้กลายเป็นไม่ดีอยู่เสมอ ซึ่งความต่างของ ‘เต้’ กับ ‘ไอซ์’ คือ การที่เต้มีชีวิตที่ราบเรียบ ไม่ค่อยได้เจออุปสรรคหรือปัจจัยภายนอกเข้ามากีดขวางชีวิต แต่ชีวิตของไอซ์คือมีบททดสอบเพียบเลย”

ความคล้ายกัน 30% และ 50%

แม้ทั้ง จา และ เต้ จะยืนยันตรงกันว่า ตัวละครของตัวเองต่างกับตัวจริงมาก เราเลยลองหยอดคำถามกลับว่า อย่างน้อยต้องมีจุดที่รีเลทหรือเชื่อมโยงกับตัวเองบ้างไหม เพื่อให้จับทิศทางการแสดงได้ง่ายขึ้น จายิ้มบางๆ ก่อนบอกว่า จริงๆ แล้วตัวเขากับเซนต์มีความคล้ายกันแค่ราว 30% เท่านั้นเองในภาพรวม “ตอนแรกผมคิดว่า เซนต์ก็น่าจะคล้ายตัวเองอยู่เหมือนกันนะ แต่พอได้รู้จักเขาแบบเต็มๆ แล้ว มันคล้ายน้อยมาก ผมว่าที่เหมือนกันน่าจะเป็นเรื่อง ‘การเก็บไว้ในใจ’ มากกว่า เดิมทีผมเป็นคนพูดทุกอย่าง แต่พอพูดไปแล้ว ผมก็จะเอากลับมาคิดและเก็บไว้ สุดท้ายก็กลายเป็นผมเก็บเอาไว้อยู่คนเดียว”

กลับมาที่ในมุมของเต้ เขาบอกว่า ตัวเองกับไอซ์คล้ายกันอยู่ 50% ทั้งความเข้มแข็ง ความอ่อนโยน และการเป็นคนสู้คน ซึ่งเป็นลักษณะตัวละครที่เขาแตะถึงได้ไม่ยาก แต่สำหรับเต้แล้ว ความท้าทายที่สุดกลับเป็นการที่ไอซ์ต้องรับบท ซีน ตัวละครในโลกละครที่เป็นอุปสรรคใหญ่สำหรับตัวเขา “มันเป็นบทที่ยากมากสำหรับผม เพราะมันต้องใช้พลังใจเยอะในการเข้าไปถึงปัญหาที่ซีนต้องเผชิญ เพราะซีนเป็นคนที่แบกความทุกข์ของคนอื่นมาลงที่ตัวเอง ซึ่งเป็นบทที่ยากกว่าบทตลกที่ผมเคยแสดงมาพอสมควรเลย”

เยียวยาด้วย เวลาและความถูกต้อง

เมื่อพูดถึง เซนต์ และ ไอซ์ ทั้ง 2 ตัวละครต่างมีบาดแผลและเรื่องราวที่ต้องฝ่าฟัน เราจึงชวนทั้งจาและเต้มาขยายมุมมองลึกขึ้นว่า ในฐานะนักแสดง พวกเขาตีความ “การเยียวยา” ของตัวละครเหล่านี้อย่างไร และการเข้าไปสวมบทนั้น ส่งผลอะไรกับใจของพวกเขาเองบ้าง

จาทำท่าคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบอย่างจริงใจว่า การเยียวยาของเซนต์ไม่ใช่อะไรที่ทำได้ง่าย หรือเกิดขึ้นจากบทสนทนาสวยงามอย่างที่คนดูอาจคาดหวัง “อันนี้ค่อนข้างยากเลยครับ เพราะด้วยคอนเซ็ปต์ของทั้ง 2 คน ถ้าเขากลับมาคุยกันตอนนั้นเลย ตอนที่ทะเลาะกัน ผมว่าความเป็นเด็กมันจะครอบงำอยู่เยอะ มันไม่ได้คุยกันง่ายๆ หรือไม่ได้ดีกันง่ายๆ หรอก”

สำหรับจา สิ่งที่ทำให้เซนต์เติบโตและยอมเปิดใจ ไม่ได้มาจากการบังคับให้ใครพูดออกมา แต่เกิดจากการได้รู้ความจริงด้วยตัวเอง ในวันที่ใจโตพอจะรับมันได้ “พอเวลาผ่านไป เขาโตขึ้น การมารู้ความจริงเองโดยที่ไม่ได้ถามหรือไปดึงคำตอบจากใคร มันกระทบใจมากกว่า ผมว่าการเยียวยาของเขานิยามได้ด้วยคำว่า เวลาคำเดียวเลย”

ในด้านของเต้ เขาเล่าถึงไอซ์ด้วยสายตาที่เข้าใจตัวละครอย่างลึกซึ้ง เขามองว่า ‘ไอซ์’ เป็นคนที่ผ่านช่วงหนึ่งของชีวิตมาในมุมที่ไม่ราบรื่นเท่าไหร่ เมื่อเวลาผ่านไป การเยียวยาของเขาจึงไม่ใช่การย้อนกลับไปหลบซ่อน แต่เป็นการกลับไป “แก้ไข” สิ่งที่ค้างคาในอดีตให้ ถูกต้อง “ผมยอมรับว่า เหตุการณ์ต่างๆ ที่เขาเจอในชีวิตมันหนักมาก การกลับไปมหาวิทยาลัยของเขาอีกรอบ มันคือการจัดการชีวิตเขาให้เข้ารูปเข้ารอยอีกครั้ง เพราะเขาจมอยู่กับอดีตนั้นมานาน จนถึงวันที่เขาจัดการตัวเองได้แล้ว ถึงกลับไปเผชิญมันอีกครั้งและทำสิ่งต่างๆ ให้มันถูกต้อง แม้มันจะไม่ถูกใจบางคนที่เห็นเขากลับมาก็ตาม”

กำลังใจส่งถึงตัวละคร

เมื่อเราลองเปลี่ยนมุมมอง โดยถามไม่ใช่ในฐานะนักแสดง แต่ในฐานะ ‘คนหนึ่ง’ ที่ได้รู้จักตัวละครอย่างลึกซึ้งว่า อยากให้กำลังใจอะไรกับพวกเขา จู่ๆ บรรยากาศก็เปลี่ยนเป็นอบอุ่นขึ้นอย่างบอกไม่ถูก เหมือนเราเผลอเปิดประตูไปเห็นความรู้สึกจริงในใจของทั้ง ‘จา’ และ ‘เต้’ ที่มีต่อ ‘ไอซ์’ และ ‘เซนต์’

เต้นิ่งเงียบชั่วครู่ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่นุ่มกว่าปกติ เหมือนเขากำลังพูดกับใครสักคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า “ผมจะบอกว่าไม่เป็นไรนะ ชีวิตคนเรามีเส้นเรื่องของตัวเองและเริ่มใหม่ได้เสมอ อยากให้ไอซ์ไม่ต้องสนใจว่า คนอื่นจะมองยังไง แต่อยากให้เขาหาความสุขของตัวเองให้เจอ แล้วใช้ชีวิตต่อไป”

น้ำเสียงของเต้ชัดเจนว่า นี่ไม่ใช่แค่คำพูดให้ตัวละคร แต่เป็นกำลังใจที่เขาเชื่อว่า ‘ไอซ์’ ต้องการจริงๆ หลังผ่านเรื่องหนักๆ มามากเกินวัยของเขา

เมื่อโยนคำถามเดียวกันให้จา ผู้ชายตรงหน้ากลับนิ่งคิดอยู่นานกว่าทุกครั้งที่ตอบคำถามอื่น เหมือนเขากำลังไล่ย้อนความรู้สึกทั้งหมดที่สะสมมาตลอดการเล่นบทนี้ แล้วเขาก็ตอบอย่างเรียบง่าย แต่น้ำหนักเต็มไปด้วยความจริงใจ

“ผมขอบคุณเขาละกัน ขอบคุณที่ทำให้ผมโตขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง”

ไม่มีประโยคปลอบ ไม่มีคำแนะนำ มีเพียง คำขอบคุณ ที่อ่อนโยนและสื่ออะไรได้มากกว่าที่คิด เหมือนเซนต์ไม่ได้เป็นแค่ตัวละคร แต่เป็นกระจกที่ทำให้จามองเห็นตัวเองในอีกมุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

การทำงานกับ บัณฑิต และ พาร์ทเนอร์

คำว่า บัณฑิต ในบทสนทนานี้ ไม่ได้หมายถึงรุ่นพี่ที่เรียนจบ แต่หมายถึงผู้กำกับ ตี๋บัณฑิต สินธนภารดีผู้ที่ทั้งจาและเต้เอ่ยถึงด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและจริงใจราวกับเป็นคนที่ส่งอิทธิพลต่อพวกเขามากกว่าที่เห็น เริ่มจากเต้ก่อนที่ดวงตาเปลี่ยนโหมดทันทีก่อนที่จะพูดถึงผู้กำกับคนนี้ “พี่ตี๋เป็นคนใจดีมาก เข้าใจคนอื่นแบบสุดๆ แม้ในเวลาที่เร่งรีบหรือจำกัดและเข้าใจ พี่เขาจะพูดความต้องการออกมาด้วยความอ่อนโยน ทำให้ผมรู้สึกดีและสบายใจเวลาทำงานด้วย”

ต่อมาที่จา “ผมอาจจะจริงจังหน่อยนะ (หัวเราะ) ผมว่าพี่เขามีความสามารถในการปรับบทให้มีมิติความเป็นมนุษย์มาก เลยทำให้ตัวละคร ‘เซนต์’ สนุกและมีมิติมากขึ้น และเป็นผู้กำกับมืออาชีพที่เห็นภาพรวมทั้งหมด อย่างตอนที่ผมเซอร์ไพรส์มากเลยคือฉากแอ็กชันในเรื่อง ที่พี่ตี๋จะรู้มุมกล้องทุกมุมและสิ่งที่ต้องการอย่างชัดเจนว่า เขาต้องการภาพแบบไหน”

แล้วการทำงานกับพาร์ทเนอร์ของตัวเองล่ะ เราโยนคำถามแบบที่ทำให้ทั้งคู่ไม่ได้ทันตั้งตัว จายิ้มแบบอายๆ ก่อนเล่าถึงพาร์ทเนอร์ที่นั่งข้างๆ เขาว่า “เต้เป็นคนเฟรนด์ลี่และเปิดรับทุกอย่างเลย และเขายังคงเป็นเหมือนวันแรกที่เจอ คือสนุกไปกับการทำงานทุกครั้ง พร้อมที่จะยืดหยุ่น รับฟัง และปรับตามการแสดงของผมได้ดีมากๆ”

สำหรับเต้แล้ว จาคือพาร์ทเนอร์ที่…”ตั้งอกตั้งใจทำงานมาก และทำให้ผมรู้สึกโตขึ้นในฐานะคนทำงาน ทั้งเรื่องเตรียมตัวกับการแสดง การทำการบ้านกับตัวละคร เพราะต้องยอมรับว่า ผมห่างหายไปจากการทำงานมานานถึง 2 ปีเลย การที่ได้แสดงคู่กันกับเขา มันเลยทำให้ผมรู้สึกว่าต้องผลักดันตัวเองให้เก่งขึ้น และเป็นคนที่เขาจะเชื่อมั่นได้ในการทำงานร่วมกัน”

เคมีของทั้งคู่จึงไม่ได้เกิดจากการแสดงเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการ เกื้อหนุนกันและกันทั้งในฐานะคนทำงานและคน 2 คนที่ต้องการจะเติบโตขึ้นไปพร้อมกัน รับรู้ถึงความตั้งใจของทั้ง จา และ เต้ ในซีรีส์ “The Love Never Sets ฉากนั้นยังเป็นเธอได้ทุกวันอังคาร เวลา 20.00 น. บนแอป iQIYI และเว็บ www.iQ.com ที่เดียวเท่านั้น


Photographer: @gur_kerdsup

Stylist: @ashitavajropala

Clothes: @hugo_official @dolcegabbana @karllagerfeld

Editor in Chief: Austin Thein

Interview: Yutthachai Sawangsamutchai @Youthtumz