ฟังการทำงานด้วยหัวใจผ่านคำบอกเล่าของ ‘ปีเตอร์ – กอล์ฟ – บี – เยียร์’ ใน Reloved เริ่มใหม่หัวใจเดิม
ในโลกความสัมพันธ์ ไม่มีใครเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ได้จริง ทุกคนต่างพกพาอดีต ความทรงจำ และบาดแผลบางอย่างติดตัวมาเสมอ และนั่นคือจุดตั้งต้นของซีรีส์ Reloved เริ่มใหม่หัวใจเดิม ที่ชวนตั้งคำถามเรื่องความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยหลายปัจจัย และสิ่งที่ไม่ได้พูด แต่ส่งผลถึงหัวใจเป็นอย่างมาก

POSH MAGAZINE THAILAND จึงชวน ปีเตอร์ ปรัตถกร, กอล์ฟ คุณาวุธ, บี อภิสิทธิ์ และ เยียร์ โชติทัศน์ มาร่วมทบทวนทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังของการทำงาน ตั้งแต่การถ่ายทอดเรื่องราวตัวละคร ไปจนถึงกระบวนการทำงานที่ต้องทำความเข้าใจตัวละครอย่างลึกซึ้ง เพื่อสื่อสารความรู้สึกที่ซับซ้อนออกมา ทำให้บทสนทนาครั้งนี้ คือการฟังมุมมองจริงของพวกเขาต่อความรัก ต่อตัวละคร และต่อการ ‘เริ่มต้นใหม่’ ที่ในความเป็นจริง…อาจไม่ง่ายอย่างที่คิด

ในสายตาของทุกคน คิดว่าเสน่ห์หรือสิ่งที่น่าติดตามที่สุดของซีรีส์เรื่องนี้คืออะไร
ปีเตอร์: ถ้าดูช่วงแรก หลายคนอาจมองว่า มันคือการบอกเล่ารสชาติชีวิตของคนทั่วไป ทั้งรักวัยเรียน วัยทำงาน ไปจนถึงความรักในครอบครัว แต่พอได้ดูไปเรื่อยๆ ความรู้สึกจะเปลี่ยนไป เพราะเนื้อเรื่องเข้มข้นกว่าที่ใครหลายคนคิด โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ที่มันซับซ้อนเกินกว่าที่ใครหลายคนจะเดาได้ว่า บทสรุปจะออกมาเป็นแบบไหน อีกอย่างที่คนไทยอินกันมากคือเรื่อง ‘แฟนเก่า’ ครับ ผมว่าคนดูน่าจะคลิกกับจุดนี้ ว่าคนเก่าเราดีไหม หรือเราควรจะกลับไปดีหรือเปล่า

กอล์ฟ: เสริมจากปีเตอร์ครับ ผมมองว่า แต่ละประเทศก็มองเรื่อง ‘แฟนเก่า’ ไม่เหมือนกัน อย่างคนไทยจะมองว่า การตามง้อแฟนเก่าคือ ความน่ารัก แต่ต่างชาติบางคนมองว่าเป็น Ghost Relationship หรือเป็น Stalker ไปเลยซึ่งผมมองว่าเนื้อเรื่องและความสัมพันธ์สะท้อนสังคมปัจจุบันได้ดีมากคล้ายชีวิตจริงที่คนเราคบกันตั้งแต่ระดับมัธยมจนถึงวัยทำงานแล้วต้องแยกย้ายกันไปแถมยังมีมุมมองความรักที่ทันสมัยผ่านโครงสร้างครอบครัวที่มีทั้งเด็กเล็กและพ่อแม่ด้วย
บี: ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ ‘ความรัก’ เรื่องนี้มีหลายพาร์ทให้ติดตามเราจะได้ลุ้นว่าแต่ละคู่จะจัดการกับปัญหาที่ถาโถมเข้ามาด้วยวิธีไหนและผลลัพธ์มันจะออกมาดีหรือเปล่า

เยียร์: ส่วนตัวผมว่ามันคือ ‘ปมความรัก’ ที่ต้องลุ้นกันทุกอีพีครับ ทั้งคู่ของ ธัน–อคิน และคู่ของ ปอนด์–ดลภัทร อย่างคู่ผม ถ้ามารักกันหวานๆ แบบนี้ ตอนจบอาจไม่สวยก็ได้ เพราะมันเป็นความรักที่ ‘ต่างกันเกินไป’ จนคาดเดาไม่ได้เลยครับ
ตอนเวิร์คช็อป ทุกคนทำการบ้านเพิ่มเติมหรือหามิติตัวละครกันอย่างไรบ้าง
ปีเตอร์: ผมรับบทเป็นเทรนเนอร์ เลยไปเข้ายิมแทบทุกวัน เพื่อซึมซับว่าตัวจริงเขาคิดยังไง คุยกับลูกค้าแบบไหน ถึงขั้นลงทุนจ้างเทรนเนอร์ส่วนตัวมาเลยครับ เพื่อสังเกตวิธีทำงานและวิธีคิดของเขาโดยตรง พอในแง่ของอารมณ์ตัวละคร ‘ธัน’ จะเป็นคนที่มีพลังสูงมากและยังฝังใจกับรักเก่า ผมเลยต้องใช้เวลาเวิร์กช็อปกับพี่กอล์ฟค่อนข้างเยอะ เพื่อค่อยๆ หาอารมณ์ของคนที่ยังลืมไม่ได้ และพอประกอบทุกอย่างเข้าด้วยกัน ผมรู้สึกว่า ธันน่าจะเป็นตัวละครที่คนดู โดยเฉพาะฝั่งเอเชียหรือคนไทย จะอินได้ง่าย น่าจะมีทีมธัน ทีมเมะหมาเด็ก ทีมน้องธัน เพราะด้วยพลังบวกและความง้องแง้งแบบวิ่งตาม ส่ายหางๆ ของเขา มันน่าจะไปโดนใจทั้งแม่ๆ และน้องๆ หลายคนครับ

กอล์ฟ: ของผมนี่ยากมาก ใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะหา ‘อคิน’ เจอเพราะอคินเป็นคนเก่งนิ่งและใจดีมากขนาดที่ยอมรับลูกแฟนเก่ามาเลี้ยงตอนแรกผมค้านกับตัวละครมากว่าทำไมต้องดีขนาดนั้นแต่สุดท้ายก็หาเหตุผลเจอว่าเพราะอะไรส่วนพาร์ทดราม่าผมก็เล่นลึกเกินไปจนผู้กำกับบอกว่าอยากให้เบาอารมณ์ลงกว่านี้ดังนั้นกว่าจะจูนกันติดก็นานเลยครับ
บี: ของผมกับ ‘ปอนด์’ จริงๆ หยิบมาจากชีวิตประจำวันได้เยอะมากครับ ประมาณ 80–90% เลยก็ว่าได้ คือมันใกล้กับตัวผมมาก ผมแค่ลองคิดว่า ถ้าเป็นเขา วิธีพูดหรือการสื่อสารจะขยับไปทางไหน ซึ่งสุดท้ายก็ไม่ได้ห่างจากความเป็นผมเท่าไหร่ ส่วนพาร์ทที่ต้องสื่อสารความรู้สึก มันเป็นการเวิร์คช็อปที่เปิดกว้างมาก ไม่มีบรีฟตายตัว ทำให้เราได้ใช้สัญชาตญาณและความรู้สึกจริงๆ ของตัวเองในการเล่น ผมรู้สึกว่า มันเกิดขึ้นได้ เพราะเราสบายใจและเชื่อใจกันครับ
เยียร์: เสริมจากบีครับ ผมคิดว่าพาร์ทที่ต้องถ่ายทอดความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร เป็นพาร์ทที่ท้าทายที่สุดสำหรับเราทั้งคู่ เพราะเป็นเรื่องแรกที่ทำงานด้วยกัน แต่สิ่งที่ช่วยมากคือ ความไว้ใจที่ค่อยๆ สร้างขึ้นระหว่างกัน เลยใช้เวลาปรับจูนกันไม่นาน เลยแสดงออกมาได้อย่างสบายใจและเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ส่วนบท ‘ดลภัทร’ พาร์ทการทำงานค่อนข้างใกล้ตัวผม เพราะเขาเป็นเจ้าของเอเจนซี่เหมือนกัน แต่ความยากจริงๆ คือคาแร็คเตอร์ครับ ดลภัทรจะดูโต นิ่ง สุขุม และเป็นเพอร์เฟ็คต์ชันนิสต์ ในขณะที่ตัวจริงผมจะลุยๆ เล่นๆ และดูเด็กกว่าเขาเยอะเลย

ฉากแรกมักยากเสมอ จำการถ่ายทำวันแรกที่เข้าคู่กันได้ไหมว่า ความรู้สึกและการปรับจูนเป็นอย่างไร
กอล์ฟ: ฉากแรกของ ‘อคิน’ และ ‘ธัน’ คือฉากที่เงยหน้ามาเจอกันที่หน้าโรงเรียนครับ จำได้ว่าถ่ายเป็นสิบเทคเลย เพราะผมต้องสื่ออารมณ์ของคนที่หนีไป 5 ปี แล้วกลับมาเจอหน้าเขาครั้งแรกให้ได้ ซึ่งแอบจูนยากอยู่เหมือนกัน แต่พอได้เล่นไปเรื่อยๆ มันเริ่มรู้สึกว่าเราค่อยๆ จับจังหวะกันได้ และเชื่อใจกันมากขึ้นในแต่ละเทค
ปีเตอร์: ต่อจากของพี่กอล์ฟเลยก็คือ ฉากนั้น ‘ธัน’ ต้องทั้งดีใจและตกใจครับ ซึ่งพวกผมสนิทกันตั้งแต่เรื่องก่อนหน้าแล้ว พอกลับมาทำงานร่วมกันอีกครั้ง เลยรู้สึกสบายใจมากกว่าเดิม และไม่ค่อยกังวลเรื่องจังหวะหรือการรับส่งกันเท่าไหร่ มันเหมือนรู้ทางกันอยู่แล้วว่าอีกคนจะมาแบบไหน เลยช่วยกันประคองฉากแรกให้ผ่านไปได้ด้วยดีครับ
เยียร์: ฉากแรกของผมคือถ่ายไพล็อตครับ แล้วเขาเอาทั้งฉากดราม่าและฉากสัมพันธ์มารวมในวันแรกเลย ทำให้การสื่อสารอารมณ์แอบยากนิดนึง เพราะเรายังเข้าไม่ถึงตัวละครขนาดนั้น แต่โชคดีที่เราคุยกันเยอะมากก่อนถ่าย หน้างานเลยเป็นบรรยากาศที่ค่อยๆ ปรับกันไป ไม่กดดัน และรู้สึกว่ามีพื้นที่ให้ลองและเชื่อใจกันและกัน
บี: ฉากที่เยียร์ว่าเลยครับ ผมขอเสริมนิดหนึ่งว่า ตอนนั้นเรายังไม่มีเรื่องราวในหัวมากพอว่า ทำไมตัวละครถึงเสียใจขนาดนั้น เลยต้องใช้จินตนาการค่อนข้างเยอะ แต่พอแสดงจริงและผ่านคิวแรกไป คิวที่สองที่ถ่ายในคอนโด เราเริ่มปล่อยไหลมากขึ้น เพราะความรู้สึกว่า พาร์ทเนอร์อยู่ตรงนี้ คอยรับ คอยส่ง มันทำให้เราไว้ใจกันและเล่นได้สบายขึ้นครับ

ฉากไหนในเรื่องที่คุณคิดว่าท้าทายความสามารถมากที่สุด ถ้าไม่นับฉากแรกที่คุณได้เข้าคู่กัน
เยียร์: ฉากในอีพี 7 ครับ เป็นซีนที่ดลภัทรนั่งกินข้าวคนเดียวแล้วจินตนาการว่า ปอนด์มานั่งอยู่ตรงข้าม ความยากคือผมเป็นคนร้องไห้ยากมากในการแสดง ฉากนี้เลยเหมือนเป็นการปลดล็อกตัวเอง ต้องเชื่อในอารมณ์ที่สร้างขึ้นมาเอง อีกฉากคือฉากที่คอนโดชั้น 20 ที่ต้องเล่นในพื้นที่จำกัดและมีทีมงานล้อมรอบอยู่เยอะมาก มันทั้งเขินและยาก แต่พอรู้ว่า
พาร์ทเนอร์เราไว้ใจเรา เราก็กล้าปล่อยอารมณ์มากขึ้นครับ
บี: สำหรับผมคือฉากในอีพี 9 ครับ เป็นฉากที่ดลภัทรเสียชีวิตแล้ว ผมต้องกลับมากินข้าวคนเดียวในห้องที่เตรียมทุกอย่างไว้ให้เขา มันเป็นฉากที่รวมทุกอารมณ์และที่สุดของความเสียใจไว้คนเดียว ความยากคือทุ กอย่างต้องมาจากความทรงจำล้วนๆ แต่สิ่งที่ช่วยได้มากคือ ความรู้สึกผูกพันที่เราสร้างกันมาก่อนหน้า มันทำให้ภาพของอีกคนยังชัดอยู่ในหัวมากๆ เลย
กอล์ฟ: ของผมคือฉากในอีพี 5 ฉากเคาะประตูครับ เป็นลองเทคที่ยาวมาก ผมต้องเปลี่ยนอารมณ์จากเศร้าหน้าบริษัท มาคุยโทรศัพท์กับลูก แล้วต้องมาเล่นกับตาแมวที่ประตูคนเดียว โดยใช้จินตนาการ ถ่ายตั้งแต่หนึ่งทุ่มถึงสี่ทุ่ม จนหมดแรงเลยครับ แต่สิ่งที่ทำให้ผ่านไปได้คือการรู้ว่า ทั้งทีมและพาร์ทเนอร์เชื่อใจเราเต็มที่ มันเลยทำให้กล้าใส่เต็มโดยไม่กลัวพลาด
ปีเตอร์: ผมท้าทายกับอารมณ์ดราม่าทุกฉากเลยครับ เพราะปกติผมเป็นคนที่ต้องใช้ความพยายามค่อนข้างมากในการดึงอารมณ์เศร้าออกมาจากตัวเอง บางครั้งก็ต้องอาศัยพี่อ้วนช่วยส่งอารมณ์ให้กันตลอด ซึ่งถ้าให้พูดกันตรงๆ ผมรู้สึกว่าผมเริ่มเข้าถึงตัวละคร ‘ธัน’ ได้จริงๆ ในฉากสุดท้ายของคิวสุดท้ายที่ถ่าย ตอนนั้นมันชัดมากว่า ความรู้สึกทุกอย่างมันมาเอง และส่วนหนึ่งก็เพราะผมรู้สึกปลอดภัยกับพาร์ทเนอร์ รู้ว่าเขารับเราอยู่ตรงนั้น จนผมคิดว่า ผมน่าจะเป็นธันได้สักประมาณ 99% เลยครับ
พูดถึงเปอร์เซ็นต์แบบนี้ ให้ประเมินผลงานจากความรู้สึกของตัวเอง เต็ม 10 คะแนน
กอล์ฟ: ในแง่การแสดงผมให้ตัวเองแค่ 5 คะแนนครับ เพราะยังต้องพัฒนาอีกเยอะ แต่ถ้าความตั้งใจผมให้เต็ม 10 คะแนน เลย ส่วนแฟนคลับ ส่วนใหญ่เขาจะด่า ‘อคิน’ ครับว่า “พูดออกมาซักที!” (หัวเราะ)
ปีเตอร์: ผมให้ตัวเอง 5.5 คะแนนแล้วกันครับ แอบเพิ่มมา 0.5 เพราะอย่างที่บอกไป คิวสุดท้ายรู้สึกว่า เราเป็นธันได้เกือบ 100% แล้วจริงๆ ส่วนแฟนคลับส่วนใหญ่จะเป็น ‘แม่น้องธัน’ ครับ เพราะเขาชอบ Energy ของธันกัน
บี: ผมอยากประเมินพาร์ทเนอร์ (หัวเราะ) ผมให้ ‘เยียร์’ 8-9 คะแนนเลยครับ เขาทุ่มเทกับการเป็น ‘ดลภัทร’ มาก และรับอารมณ์ที่ผมส่งไปได้หมดเลย ส่วนตัวเองผมให้ 7-8 คะแนน เพราะเป็นเรื่องแรกที่เล่นดราม่าเยอะขนาดนี้ และที่หักคะแนนคือผมจำบทไม่ได้ครับ (หัวเราะ)
เยียร์: ผมให้ ‘บี’ 9 คะแนนเลยครับ แม้เขาจะจำบทแทบไม่ได้เลย (หัวเราะ) แต่เขาเข้าถึงตัว ‘ปอนด์’ ได้ลึกและเจ๋งมาก ส่วนตัวเองผมให้แค่ 7 เพราะรู้สึกว่ายังนิ่งไม่เท่าดลภัทรครับ
สุดท้ายนี้ ถ้าปี 2026 ตัวคุณต้องเริ่มต้นใหม่ด้วยการเปลี่ยนนิสัยตัวเอง 1 อย่าง อยากเปลี่ยนอะไร
บี: อยากเป็นคนตื่นเช้าครับ แต่ผมมีร้านของตัวเองที่ต้องเปิดตอนกลางคืน ถ้าจะให้ตื่นเช้าคงต้องปิดร้านอย่างเดียวเลย (หัวเราะ)
เยียร์: อยากจริงจังกับการใช้ชีวิตและพัฒนาตัวเองให้มากขึ้นครับปีที่ผ่านมาผมปล่อยปละเรื่องงานบริษัทไปเยอะปีนี้อยากกลับไปโฟกัสให้เต็มที่ครับ
กอล์ฟ: อยากเลิกเป็นเพอร์เฟ็คต์ชันนิสต์ครับ เพราะความเป๊ะเกินไปทำให้ผมคิดเยอะ จนพลาดโอกาสบางอย่างและลดทอนความมั่นใจตัวเองไปครับ แต่ก็ไม่แน่ใจว่า จะทำได้ไหม แต่อยากลองดูในปีนี้ครับ
ปีเตอร์: อยากเปลี่ยนเรื่องความไม่มีวินัยครับผมยืดหยุ่นเกินไปจนบางทีไม่ได้ทำตามที่คิดไว้ตอนนี้เริ่มไปยิมก็ช่วยให้มีกิจวัตรเป็นของตัวเองและฝึกวินัยไปในตัวครับ
บทสนทนาตรงไปตรงมากับ ‘ปีเตอร์–กอล์ฟ–บี–เยียร์’ ทำให้เราได้เห็นถึงการทำความเข้าใจตัวละคร ความท้าทาย และพาร์ทเนอร์ที่เข้าใจกันอย่างลึกซึ้ง คำตอบของพวกเขา แสดงถึงความตั้งใจและความเต็มที่ที่อยากให้ทุกคนได้ไปสัมผัสความรู้สึกนั้นด้วยตัวเอง พิสูจน์สิ่งที่ทั้ง 4 คนพูดได้ใน ‘Reloved เริ่มใหม่หัวใจเดิม’ ย้อนหลังได้ครบทุกตอนทางแอปพลิเคชัน iQIYI และ iQ.com

