“จิมมี่–ซี” ใน “ทำนายทายทัพ My Magic Prophecy” กับไพ่คำถามที่ต้องให้ดวงทำนายกัน
ซีรีส์ “ทำนายทายทัพ” พาผู้ชมไปพบกับการปะทะกันระหว่างความเชื่อเรื่องดวงชะตาและเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ผ่านตัวละคร “อิน” หมอดูไพ่ทาโรต์ และ “ทัพฟ้า” คุณหมอผู้ไม่ศรัทธาเรื่องโชคชะตา แต่กลับต้องมาพัวพันกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เรื่องราวที่ผสมทั้งความกวนและน่ารักเล็กๆ นี้ กลายเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ซีรีส์ดูสนุกและชวนติดตามตั้งแต่ต้น

POSH MAGAZINE THAILAND เลยชวน “ จิมมี่–จิตรพล โพธิวิหค (@jimmyyjp) ” และ “ ซี–ทวินันท์ อนุกูลประเสริฐ (@sea_tawinan) ” มาร่วมพูดคุยในรูปแบบพิเศษผ่านเกม “ไพ่คำถาม” เพื่อปล่อยให้ดวงชะตานำพาบทสนทนา กติกามีทั้งการเลือกจำนวนไพ่ที่ตอบ การใช้ไพ่ตัวช่วย ที่มีทั้งตาดีได้ ตาร้าย (อาจ) เสีย และการสุ่มคำถามจาก 2 หมวด (ทั้งเรื่องการแสดงและไลฟ์สไตล์) ทำให้บทสัมภาษณ์ครั้งนี้เต็มไปด้วยเซอร์ไพรส์ ความสนุก และยังสะท้อนตัวตนจริงของทั้งคู่ได้อย่างมีสีสัน ไม่ต่างจากการเปิดไพ่ที่ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าเลยว่า “จะเจอกับอะไร” นั่นเอง
จำนวนไพ่คำถามที่ต้องตอบ: 7 ใบ
ไพ่ตัวช่วย: ผู้สัมภาษณ์เลือก “ไพ่คำถาม” ในสำรับ ที่ต้องการให้ทั้งคู่ตอบได้ 1 ใบ
ไพ่ใบที่ 1: ถ้าให้เลือกไพ่ทาโรต์ 1 ใบมาแทนบุคลิกของตัวละครที่เล่น จะเลือกใบไหน แล้วทำไมถึงเป็นใบนั้น
จิมมี่: ทีมงานและพี่จ๋า (ยศสินี ณ นคร) บอกผมว่า ไพ่ประจำตัวของผมคือ The Sun แต่ถ้าให้เป็นตัวละครจริงๆ ผมต้องไม่เชื่อเรื่องโชคชะตาและไม่มีความรู้เรื่องไพ่ทาโรต์เลย ผมเลยพยายามไม่ศึกษาอะไรทางนี้ เพื่อให้เข้าถึงตัวละครมากที่สุด ซึ่งพอเวลากล้องจับสีหน้าหรือท่าทางของผมในช่วงแรกๆ มันถือเป็นข้อดีมากๆ เพราะทำให้ตัวละครดูสมจริงว่า เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้จริงๆ


ซี: ส่วนผม ผมคือไพ่ The Moon ครับ เพราะไพ่ใบนี้สื่อถึงความคลุมเครือ แต่ความคลุมเครือนั้น จะค่อยๆ กระจ่างชัดเมื่อพระจันทร์ส่องแสง เหมือนกับตัวละครของผม ที่ไม่รู้ว่าคนอื่นจะมองอย่างไร แต่เขาเป็นตัวเขาแบบนี้ไปเรื่อยๆ และตัวตนของเขาก็จะค่อยๆ เผยออกมาว่า แท้จริงแล้วเนื้อในหรือนิสัยลึกๆ นั้นเป็นอย่างไร
ไพ่ใบที่ 2: นอกจาก “ทำนายทายทัพ” สิ่งที่คุณให้ความสนใจเป็นพิเศษในช่วงนี้คืออะไร ทำไมถึงสนใจสิ่งนี้
ซี: ช่วงนี้หันกลับมาดูแลร่างกายตัวเองมากขึ้น ทั้งสุขภาพและการออกกำลังกาย อย่างตอนนี้ ก็จะวนอยู่กับวิ่งกับตีแบดเป็นหลัก แล้วก็พยายามพัฒนาสกิลรอบตัวที่ยังขาดอยู่ รู้สึกว่าอยากเตรียมตัวให้พร้อมไว้ก่อน เพราะไม่รู้ว่าข้างหน้าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง เลยโฟกัสไปที่การเสริมสกิลต่างๆ ให้มากขึ้น
จิมมี่: ตอนนี้สนใจเรื่องเศรษฐกิจครับ (หัวเราะ) พอดีเพิ่งเรียนจบมา ทุกคนก็ชอบถามว่า จะเปิดคลินิกหรือเปล่า ก็บอกตามตรงว่าคิดอยู่ แต่ยังไม่ได้ลงมือทำจริงๆ เพราะยังติดภารกิจหลายอย่าง อีกอย่างผมเรียนหมอมาทั้งชีวิต แล้วก็อยู่ในวงการบันเทิงด้วย เลยแทบจะไม่ได้ศึกษาเรื่องธุรกิจหรือการเงินเลย ความรู้ตรงนี้คือศูนย์จริงๆ อย่างเรื่องบัญชีหรือภาษี ทุกวันนี้ยังต้องพึ่งคุณพ่อคุณแม่จัดการให้หมด ก็เลยคิดว่า พออายุประมาณ 30–31 แล้ว ถึงเวลาแล้วที่ต้องหาความรู้ด้านนี้เองบ้าง อย่างน้อยเริ่มจากพื้นฐานภาษี เพื่อที่อนาคตจะจัดการได้ด้วยตัวเองเต็มร้อย และดูแลคนอื่นได้ด้วย ส่วนเรื่องเปิดคลินิกหรือทำธุรกิจอะไร คงต้องประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้านก่อนครับ


ไพ่ใบที่ 3: ฉากใดใน “ทำนายทายทัพ” ตอนถ่ายทำที่รู้สึกอินและเข้าใจตัวละครมากที่สุด
ซี: สำหรับผมคงเป็นตอนอีพีแรกครับ ที่อินกลับมาบ้านแล้วไม่เจอใครเลย ซึ่งมันเป็นวันที่เขารอรับปริญญาด้วย มันทำให้สัมผัสได้ถึงความรู้สึกโดดเดี่ยวจริงๆ เพราะเหมือนกับว่า เราสำเร็จอะไรบางอย่างมาแล้ว แต่กลับไม่มีใครอยู่แบ่งปันความรู้สึกนั้นด้วย พอเห็นคนอื่นสำเร็จแล้วมีครอบครัวอยู่ข้างๆ ก็ยิ่งเข้าใจความว่างเปล่าของอินในฉากนั้นมากขึ้น
จิมมี่: ถ้าให้พูดถึงเรื่องอิน ผมว่าก็อินทั้งเรื่องนะ แต่ถ้าถามว่า ‘ที่สุด’ ผมคงเลือกช่วงท้ายๆ จะบอกว่าเป็นฉากไหนแบบชัดๆ ก็คงไม่ได้ แต่จะอยู่ใน ‘โรงพยาบาล’ นี่แหละ พอถ่ายเสร็จ ผมเดินไปดูที่มอนิเตอร์ ทีมงานและพี่จ๋า (โปรดิวเซอร์) บอกผมว่า “อันนี้ไม่ใช่จิมมี่แล้ว” เพราะเขาไม่เคยเห็นสีหน้าแบบนั้นจากผมมาก่อนมันเลยเป็นช่วงที่รู้สึกว่าผมเข้าไปอยู่ในตัวละครนั้นจริงๆ
ไพ่ใบที่ 4: ถ้าเปลี่ยนใช้ชีวิตอื่นได้หนึ่งวัน คุณอยากให้หนึ่งวันนั้น มีชีวิตในฐานะผู้กำกับและทีมงาน หรือมีชีวิตในฐานะแฟนคลับ
จิมมี่: ขอเลือกเป็นผู้กำกับและทีมงาน ผมชอบการอยู่เบื้องหลังนะ ยังคิดเล่นๆ กับตัวเองเลยว่า ถ้าโตไปแล้วไม่ได้เป็นหมอ อาจไปเป็นโปรดิวเซอร์ก็ได้ เพราะผมเป็นคนชอบดูแลคน แล้วก็ชอบการบริหารจัดการแบบนี้อยู่แล้ว มันเหมือนเป็นนิสัยส่วนตัว ทำแล้วมีความสุขด้วย ตอนนี้ก็แอบครูพักลักจำจากพี่อ๊อฟ (นพณัช ชัยวิมล) หรือพี่จ๋านิดนึงแล้วเหมือนกัน


ซี: ของผมใกล้เคียงกับเฮียจิมเลย เพราะเราทำงานด้านนี้อยู่แล้ว เลยอยากลองไปคลุกคลีในอีกมุมหนึ่ง ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เราชอบอยู่แล้วด้วย ทั้งการได้เห็นนักแสดง หรือคอยเก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่บางทีเราอาจมองข้ามไป ถ้าให้เลือกจริงๆ ผมอยากลองเป็นผู้ช่วยผู้กำกับดู เพราะเวลาเข้าฉาก ผู้กำกับเขา “เทค” ไปแล้ว เราก็อยากจะคอยดูว่า มีอะไรขาดตกบกพร่องไปหรือเปล่า ผมจะได้คอยซัพพอร์ตและเก็บรายละเอียดทุกอย่างให้เรียบร้อย
ไพ่ใบที่ 5: ทั้งคู่เชื่อในเรื่อง “โชคชะตาฟ้าลิขิต” บ้างไหม
ซี: ผมมองว่า การกระทำสำคัญกว่า อาจให้สัดส่วนเชื่อเรื่องนี้เยอะหน่อยอยู่ที่ 60% ส่วนดวงหรือโชคชะตาอาจเป็นไกด์ไลน์หรือเข็มทิศช่วยนำทางเรา ผมตีอยู่ที่ 30% และอีก 10% คือการรอให้สิ่งที่เราทำไปออกดอกผลงอกเงยออกมาแต่เราต้องไม่หยุดทำด้วยนะต้องหมั่นทำและค่อยๆเติมไปเรื่อยๆ
จิมมี่: ผมเชื่อเรื่องกฎแรงดึงดูด บางอย่างไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเหตุบังเอิญ ถ้าเราคิดอะไรอยู่ตลอด สิ่งนั้นก็จะถูกเหนี่ยวนำเข้ามาในชีวิต แต่มันก็จะมีบางอย่างที่หาคำตอบไม่ได้ ผมก็เลยคิดว่า สิ่งนั้นก็อาจจะเรียกว่า ‘โชคชะตา’ ก็ได้ อย่างบท ‘ทัพฟ้า’ ผมก็มองว่าเป็นเหมือนโชคชะตา เพราะเวลาอ่านบทหลายครั้ง ผมแอบถามพี่จ๋าว่า พี่รู้จักผมมาก่อนไหม พี่เขาบอกว่า ‘ไม่’ แต่ตัวละครนี้กลับใกล้เคียงกับผม ทั้งความคิด การตัดสินใจ และลักษณะนิสัยข้างใน ทำให้ผมรู้สึกว่าเหมือนถูกลิขิตให้มารับบทนี้กลายๆ เหมือนกัน


ไพ่ใบที่ 6: พูดถึงอีกฝั่งในการสวมบทบาท “อิน” และ “ทัพฟ้า” ในซีรีส์ “ทำนายทายทัพ“
ซี: ผมมองว่า ‘ทัพฟ้า’ ที่เฮียจิมเล่นออกมากวนมากๆ แต่ก็มีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก ผู้ชมสามารถสัมผัสได้ถึง charisma ของเขา ขนาดเราเล่นเป็นอิน ยังอยากรู้เลยว่า ทัพฟ้าจะคิดหรือทำอะไรต่อไป มันมีแรงดึงดูดที่ทำให้อยากติดตามชีวิตเขาไป เรื่อยๆ ผมไม่รู้ว่าเฮียจิมไปทำการบ้านตัวละครตรงไหนมาเพิ่มเติม แต่รู้สึกว่าเขาเป็นทัพฟ้าได้เต็มที่มาก
จิมมี่: ผมแวะตอบซีนิดนึงว่า เฮียเล่นแบบปล่อยใจจอยๆ (หัวเราะ) สำหรับซีที่ชัดเจนในการทำงานและเวิร์คช็อป ทำให้ผมเห็นชัดเจนบนจอเลยว่า เขาเป็นอินจริงๆ โดยเฉพาะช่วงกรีดไพ่ ซึ่งเขาทำไม่เป็นเลยตอนแรก แต่ก็ฝึกจนเชี่ยวชาญ โดยรายละเอียดเล็กๆ เหล่านี้ช่วยเสริมความพิเศษให้ตัวละคร และพอเวลาถ่ายทำหรือเข้าฉาก มันเลยทำให้ผมเชื่อว่า เขาคือ ‘อิน’ ส่วนเรื่องการแสดงและถ่ายทอดอารมณ์ ซีทำได้ดีมาก เหมือนที่ผู้ชมทุกคนได้เห็นมาแล้วในอีพีที่ผ่านๆ มา


ไพ่ใบที่ 7: ผลลัพธ์จากการทำงานใน “ทำนายทายทัพ” จะเปลี่ยนชีวิตคุณไปอย่างไรและเปลี่ยนไปในแง่ไหนบ้าง
ซี: อย่างแรกเลยคือเรื่องการแสดง เพราะผมได้เรียนรู้มาจากโปรเจกต์ก่อนหน้า และพอมาเรื่องนี้ ก็เจอนักแสดงรุ่นใหญ่อีก ซึ่งการได้ร่วมงานกับพี่ๆ เขา มันไม่ใช่โอกาสที่หากันได้ง่ายๆ แต่ละคนคือระดับตัวจริงทั้งนั้น ผมเลยได้ทั้งประสบการณ์และคำแนะนำที่ดีมากมาย โดยเป็นสิ่งที่เขาสะสมมานาน กว่าจะกลั่นกรอง จนทำให้ผมเข้าใจและส่งต่อความรู้ให้ ผมเลยรู้สึกว่า มันมีคุณค่ากับผมมากๆ แถมผมยังได้ครอบครัวเพิ่มขึ้นจากการทำงานอีกด้วย
จิมมี่: เรื่องนี้ทำให้ได้รู้จักและร่วมงานกับนักแสดงคุณภาพเยอะมากในประเทศไทย ซึ่งมันเจ๋งและดีมากๆ เพราะได้ทั้งโอกาสในการทำงานกับคนที่หลากหลายมากขึ้น ชั่วโมงบินและประสบการณ์ก็เพิ่มขึ้นไปด้วย อีกอย่างคือ ผมได้เห็นน้องๆ รุ่นใหม่อย่างเซฟ (เซฟ ไซสวัสดิ์) ฟรังค์ (นรุทธ์ ประทีปภวเมธา) และเอแคร์ (ชมพูพันธุ์ทิพย์ เต็มธนมงคล) มาร่วมงานในเรื่องนี้ ซึ่งถือเป็นผลงานแรกๆ ของเขากับ GMMTV ผมเองก็ดีใจมากที่ได้เห็นน้องๆ มีความสุข และสัมผัสได้ถึงพัฒนาการเติบโตของน้องๆ ทั้ง 3 คน โดยเฉพาะกับฟรังค์ ในเรื่องตัวละครผมกับเขาแทบจะไม่เชื่อมโยงกันเลย แต่ด้วยตัวละครน้องเป็นหมอ ผมเลยพูดคุยกับฟรังค์บ่อย พยายามช่วยให้เขาเข้าใจทั้งฉากและคำพูดที่ยากขึ้นในระดับนั้น มันเลยเหมือนเราได้ทำหน้าที่พี่ใหญ่คอยซัพพอร์ตน้องๆ ไปในตัวครับ

ไพ่ใบที่ผู้สัมภาษณ์เลือก: เมื่อไหร่ที่ “จิมมี่” จะไปกินข้าวบ้าน “ซี”
ซี: จริงๆ คิวทำงานของเราทั้งคู่แน่นมาก แต่ก็รอเวลาที่เหมาะสมอยู่ ตอบแบบนี้ได้ไหม (หัวเราะ)
จิมมี่: เป็นอย่างที่ซีบอกเลย และผมเสริมเพิ่มเติมว่า โลกนี้ไม่มีอะไรที่เป็น 0% แต่กว่าจะถึง 100% ได้ อาจต้องใช้เวลา เพราะทุกอย่างมีโอกาสและจังหวะของมันครับ
สมกับเป็น “จิมมี่–ซี” ที่ปิดท้ายได้อย่างน่าประทับใจ ซึ่งเราได้ใช้ไพ่คำถามเปิดเผยตัวตนของพวกเขาไปแล้ว หวังว่าทุกคนจะชื่นชอบเช่นเดียวกัน แต่ที่ไม่ต้องรอลุ้นคำตอบหรือคำทำนายก็คือ การแสดงสุดน่ารักของ ทั้งคาใน “ทำนายทายทัพ My Magic Prophecy” ที่ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 20.30 น. ทางช่อง GMM25 และรับชมย้อนหลังเวลา 22.30 น. ทางแอปพลิเคชั่น Viu
Photographer: @gur_kerdsup
Makeup: Tanawat Boonraksa @pao_ontopp
Hair: Pakorn seesem @piikornlek
Clothes: @_homonic_
Editor in Chief: Austin Thein
Interview: Yutthachai Sawangsamutchai @Youthtumz

