LOVE LIKE A BIKE ปั่นไปให้ถึงรัก และการเจอจิ๊กซอว์ที่ลงตัวของ “ มาสุ @masu_ms & ตี๋ @tee_jaruji ”

“LOVE LIKE A BIKE ปั่นไปให้ถึงรัก” เปิดตัวอย่างอบอุ่นด้วยมู้ดแอนด์โทนของหน้าร้อนริมชายหาด นำเสนอเรื่องราวของ “นับหนึ่ง” จิตแพทย์หนุ่มผู้แสนอ่อนโยน กับ “สายลม” ชายหนุ่มผู้แบกปมทรอม่า จนกลัวการสัมผัสจากผู้ชาย ซึ่งการโคจรมาพบกันครั้งแรกระหว่าง “มาสุ จรรยางค์ดีกุล” และ “ตี๋–ธนพล จารุจิตรานนท์” ไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนบทบาทครั้งสำคัญของมาสุเข้าสู่โลกของซีรีส์ Boys’ Love แต่คือการผสมผสานประสบการณ์ของ “นักแสดงมืออาชีพ” 2 สไตล์ที่ต่างกันสุดขั้ว ให้กลายเป็นเคมีที่แสนละเมียดละไม
นอกจากนี้ เบื้องหลังการถ่ายทำซีรีส์ ที่ยังต้องใช้เวลาปั้นรายละเอียดมากกว่าละครปกติ ทั้งคู่จึงต้องผ่านการสร้างความเชื่อใจและแบ่งปันมุมมอง ประหนึ่งจิ๊กซอว์ที่ค่อยๆ ต่อเข้าหากัน จนเกิดเป็น “เมจิกโมเมนต์” ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวต่อหน้ากล้อง นั่นจึงทำให้ POSH MAGAZINE THAILAND ต้องขอพาตัวทั้งคู่มาร่วมเดินทางย้อนไปในวันที่แสงแดดริมทะเล พัดพาให้พวกเขาทั้งสองได้รู้จักความรักและการเยียวยาในมิติที่ลึกซึ้งกว่าเดิมอีกครั้ง
เมื่อผมเข้ามาในโลกอีกใบ
ไม่ถามมาสุเรื่องนี้ก็คงไม่ได้ ในฐานะที่เคยผ่านงานละครมาก่อน แต่กับซีรีส์เรื่องนี้ น่าจะไม่ใช่ทางเดียวกับที่มาสุเคยแสดงมาแน่ๆ เราเลยถามความรู้สึกของเขาที่ได้ก้าวเข้าโลกใบนี้แบบเต็มตัว
“ไวป์ต่างมาก สิ้นเชิงเลย ด้วยคิวที่น้อยกว่า แต่มีรายละเอียดของตัวละครมากกว่า ทำให้ผมมีเวลาได้ละเมียดละไมกับตัวละครมากขึ้นในฐานะนักแสดง และต้องปรับจูนทางการแสดงใหม่พอสมควร แต่โชคดีที่ว่า ละคร (ที่ผมผ่านมา) อาจเป็นเรื่องราวที่ห่างจากตัวผมประมาณหนึ่ง เช่น ตำรวจยิงผู้ร้าย แต่กับซีรีส์เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่เกิดและอยู่ในชีวิตจริงๆ ของเราได้เลย โดยเป็นความรักระหว่างคุณหมอจิตแพทย์กับคนไข้ที่มีอาการบางอย่าง ทำให้ผมเตรียมตัวและทำการบ้านได้ง่ายขึ้น”
ตี๋ในฐานะรุ่นพี่ที่น่าจะคุ้นเคยกับแนวทางนี้ บอกกับเราว่า มาสุปรับตัวกับโลกใบนี้ได้ดีในระดับเทพเลย “ผมว่าเขาเทพกว่าผมตอนที่เข้ามาวงการนี้แรกๆ อีกนะ (หัวเราะ) แม้เขาจะบอกว่า มันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นได้ แต่มันก็ใหม่สำหรับผมอยู่ดีนะ แม้จะผ่านมาแล้ว เล่าง่ายๆ แบบนี้ว่า ทุกทีที่ผ่านมา ผมมักได้แสดงเป็นนักศึกษาที่ตายซ้ำตายซ้อน แต่เรื่องนี้ผมต้องมีทรอม่าจนแสดงความกลัวออกมา และก็มีเขานี่แหละที่ค่อยๆ ทลายกำแพงและความกลัวเหล่านั้น แม้ในใจจะบอกว่า ไม่ได้ แต่มันมีความอยากในใจลึกๆ ที่ดึงดูดให้เขาเข้าหาคนนี้มากกว่าคนอื่น”

เข้าใจ ‘นับหนึ่ง’ เข้าถึง ‘สายลม’
เขาที่ตี๋พูดถึงบ่อยๆ นอกจากมาสุแล้ว ยังหมายความได้ถึงตัวละคร ‘นับหนึ่ง’ ที่มาสุได้รับบทบาท เขาได้เล่าความใกล้เคียงกับตัวละครให้เราฟังว่า ไวป์ของนับหนึ่งในเรื่องที่ปฏิบัติต่อครอบครัว และครอบครัวที่มีคุณหมออยู่หลายคนค่อนข้างตรงกับตัวเอง แต่สิ่งที่ไม่ตรงกับมาสุเลยก็คือ ‘พื้นหลังของตัวละคร’
“อันนี้ต่างกันเยอะมาก ของผมจะอยู่แบบสไตล์แฟมิลี่ แต่ตัวละครตัวนี้ จะมีปมในอดีตเกี่ยวกับครอบครัว ที่เป็นเรื่องของคุณพ่อและคุณแม่ ซึ่งค่อนข้างหนักหน่วงอยู่พอสมควร และปมนี้จะครอบความคิดจิตใจของตัวละครเอาไว้เลย นี่คือสิ่งหนึ่งที่ไม่ตรง กับอีกอย่างที่ไม่ตรงคือ ความเป็นจิตแพทย์ แม้ครอบครัวผมจะมีคุณหมออยู่หลายคน แต่ผมก็ต้องทำความเข้าใจเรื่องจิตแพทย์ใหม่ทั้งหมด และมีคำว่า ‘เข้าใจ’ ติดตัวไปตลอดทั้งเรื่อง ไม่ว่าจะเข้าใจอาการหรือเข้าใจความรู้สึกของคน ผมเลยมองว่า การบ้านนี้เหมือนจะดูง่าย แต่ซ่อนรายละเอียดที่ซับซ้อนอยู่เหมือนกัน”
เมื่อถึงคราวที่ตี๋พูดถึงตัวละคร ‘สายลม’ เขาเล่าว่า หากต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจแบบเดียวกัน เขาเลือกที่จะ ‘ถอยออกมา’ มากกว่าจะเผชิญหน้า ตัดตัวเองออกจากสังคม แต่ไม่ฟูมฟายเหมือนสายลม ขณะเดียวกัน สิ่งที่แตกต่างอย่างชัดเจนคือ สายลมเลือกจะพุ่งเข้าหาคนที่รู้สึกพิเศษโดยไม่ลังเล ในขณะที่ตัวเขาเองกลับไม่กล้า และมักจะอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยเดิมของตัวเองมากกว่า
สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ วิธีที่เขาใช้ทำความเข้าใจตัวละครตัวนี้ ตี๋ยอมรับว่า การค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะบาดแผลทางใจแบบนี้ในอินเทอร์เน็ตไม่ใช่เรื่องง่าย เขาแทบไม่เจอคำอธิบายที่ชัดเจน จึงต้องอาศัยข้อมูลเท่าที่มี และใช้ AI เป็นตัวช่วยในการ ‘ต่อภาพ’ เบื้องหลังของสายลมให้ชัดขึ้น

“ผมลองพิมพ์บทบางช่วงที่ยังหาคำตอบไม่ได้ ว่าจริงๆ แล้วตัวละครต้องการอะไร เช่น คำถามว่า ‘แค่การสัมผัส จะทำให้เกิดความกลัวหรือทรอม่าได้จริงไหม’ แล้วให้ระบบช่วยวิเคราะห์ คำตอบที่ได้คือ สายลมอาจเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย และในช่วงเวลาที่เด็กคนหนึ่งควรได้รับความไว้วางใจและความปลอดภัย แต่เขากลับต้องเผชิญกับความรุนแรงทางร่างกายและจิตใจจากคนใกล้ตัว ขณะที่พ่อหรือแม่เองก็ไม่สามารถปกป้องเขาได้”
ตี๋เล่าต่อว่า “ระบบยังชวนให้ผมลองจินตนาการตามถึงภาพของเด็กคนหนึ่งที่ต้องอยู่ลำพังในที่มืด ไม่มีใครช่วยเหลือ และไม่รู้ว่าเมื่อไรจะถูกทำร้ายอีก ความรู้สึกแบบนั้นทำให้ ‘การถูกสัมผัส’ ไม่ได้หมายถึงความอบอุ่น แต่ร่างกายกลับตีความว่า เป็นอันตรายโดยอัตโนมัติ จนกระทั่งสายลมได้เจอกับนับหนึ่ง คนที่รู้วิธีเข้าหาเขาอย่างระมัดระวัง เข้าใจขอบเขต และค่อยๆ สร้างความรู้สึกปลอดภัยขึ้นมาใหม่” กระบวนการทั้งหมดนี้ ทำให้ตี๋มองเห็นภาพชีวิตของสายลมชัดขึ้น และเข้าถึงอารมณ์ของตัวละครได้ลึกกว่าเดิม
ความรัก การเยียวยา และฉากท้าทาย
นอกจากพื้นหลังของตัวละครแล้ว เราถามเขาว่า ฉากไหนท้าทายและรับมือได้ยากสำหรับทั้งคู่ ทั้งมาสุและตี๋ต่างเอามือป้องปาก ทำท่าพลางนึกคิด แต่เหมือนใจจะเชื่อมโยงถึงกัน มาสุพูดก่อนว่า “น่าจะเป็นฉากเดียวกันกับที่ผมคิดแน่ๆ” ตี๋เลยให้มาสุเล่าก่อน “มีฉากหนึ่งที่ผมได้ถามตัวเอง เป็นฉากที่ผมพูดเกี่ยวกับชีวิตที่ผ่านมา ซึ่งผมยืนคุยกับตี๋สองคนที่ชายหาด ทำเอาผมขนลุกเลย เพราะนับหนึ่งมัวแต่เยียวยาจิตใจคนอื่น แต่แทบจะไม่มีโอกาสได้เยียวยาหัวใจตัวเองเลย เพราะเขาอาจจะปิดมันไว้ แต่ฉากนี้เหมือนปลดล็อกตัวเขาโดยอัตโนมัติ”
ตี๋แทบจะพูดสำทับทีหลังจากที่มาสุพูดจบ “ตอนถ่ายจำได้เลยว่า ผมกับเขาแสดงกันเทคเดียวผ่าน เป็นฉากปมในใจนับหนึ่งระเบิดออกมาแล้วร้องไห้ เรื่องชีวิตเบื้องหลังของเขา พอสายลมมได้ยินแบบนั้นแล้ว รู้สึกเศร้ามากๆ เลยได้แต่ปลอบใจเขาอยู่ห่างๆ ครับ
ถือว่าเป็น ‘เมจิกโมเมนต์’ ได้ไหมสำหรับฉากนี้ เราถามเพื่อปิดบทสนทนาในแบบที่เขาไม่ต้องพูดถึงฉากนี้เพิ่มหรือสปอยล์ต่อ เพื่อไม่ให้เสียอรรถรสในการดู ทั้งคู่พยักหน้ารับออกมาแทบจะในทันทีทันใด เป็นอันรู้กันว่า ต้องไปตามลุ้นและดูกันเองในซีรีส์
จิ๊กซอว์ที่แตกต่าง แต่เติมเต็มพอดี
ความเป็นพาร์ทเนอร์ของ ‘มาสุ’ และ ‘ตี๋’ ไม่ได้มาจากสูตรสำเร็จ แต่หากค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากการเรียนรู้กันคนละมุม มาสุแชร์มุมของตัวเองเกี่ยวกับเรื่องนี้ “เรียกว่าผมกับเขาเป็นเหมือนจิ๊กซอว์ละกัน ช่วยกันคนละพาร์ท แบ่งกันคนละเรื่อง เขาจะชอบมาคุยกับผม แชร์มุมมองระหว่างนักแสดงว่าเป็นอย่างไร แต่ในพาร์ทที่ผมได้รับจากเขาคือ ทางการแสดงนี้ จะเจออะไรบ้าง อะไรที่ผมไม่เคยเจอแล้วจะได้เจอ รวมถึงการรับมือและความคาดหวังของแฟนๆ หลังจากนี้ จะเป็นอย่างไร”
แม้จะมีคำแนะนำแลกเปลี่ยนกันอยู่ตลอด แต่ทั้งคู่กลับไม่เคยสร้าง ‘กรอบ’ ให้กันและกัน โดยมาสุย้ำชัดว่า “ผมกับเขาไม่ได้สร้างกรอบ หรือว่าสร้างแพทเทิร์นที่จะต้องเป็นพาร์ทเนอร์กันว่า จะต้องออกมาในรูปแบบไหน เราจะปล่อยให้มันเป็นไปตามความรู้สึก ผมเชื่อว่าอะไรที่มันจริง มันจะส่งถึงคนที่ดูอยู่แน่นอน”
และเมื่อพูดถึงตัวตนของพาร์ทเนอร์ที่ชื่อ ‘ตี๋’ น้ำเสียงของมาสุเต็มไปด้วยความเอ็นดูอย่างชัดเจน “เขาเป็นคนน่ารักมากนะ ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน ผมมั่นใจเลยว่า เขาคือคนที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความสุข เพราะเขาเป็นสายเอ็นเตอร์เทน คอยสร้างรอยยิ้มให้คนรอบข้างอยู่เสมอ ซึ่งผมเคยพูดไว้ว่า ใครที่เป็นแฟนคลับของตี๋ ถือว่าโชคดีมาก เพราะคุณจะได้รับความสุขจากคนๆ นี้อย่างเต็มที่ ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งคนที่ได้รับสิ่งนั้นมาเหมือนกัน”
ในขณะที่ตี๋เองก็พูดถึงพาร์ทเนอร์ที่ชื่อ ‘มาสุ’ แบบไม่หลบสายตาเช่นเดียวกัน “เขาเป็นนักแสดงที่จริงจังและจริงใจมาก ลุ่มหลงและหลงใหลไปกับมันอย่างแท้จริง เวลามีอะไรสงสัยเกี่ยวกับการแสดง เขาจะโทรและคุยกับผมก่อนเลย โดยเฉพาะเรื่องทำการบ้านเกี่ยวกับซีรีส์ เขาโทรคุยหลังบ้านกับผมตลอด เช่น พรุ่งนี้อ่านบทแล้วหรือยัง เป็นยังไงบ้างความรู้สึกฉากนี้ พอถึงหน้างานที่ถ่ายจริง ผมกับเขาจะได้ความรู้สึกที่สดมาก เพราะเตรียมตัวและคุยกันมาแล้ว ซึ่งถือเป็นเรื่องดีมากๆ เลย”

เบื้องหน้าคือ ‘ผลงานที่ผู้ชมเห็น’ แต่เบื้องหลังคือ ‘จังหวะของคนสองคน’ ที่ค่อยๆ ปรับเข้าหากัน ผ่านบทสนทนา ผ่านความเข้าใจ และผ่านความเป็นตัวเอง ท้ายที่สุดแล้ว ความเป็นพาร์ทเนอร์ของ ‘มาสุ’ และ ‘ตี๋’ อาจไม่ใช่ ‘การเหมือนกัน’ แต่คือ ‘การยอมให้ความต่างของกันและกัน’ ทำงานร่วมกันได้อย่างพอดี จนกลายเป็นจังหวะเดียวกัน ซึ่งผู้ชมสามารถสัมผัสความเป็นพาร์ทเนอร์ของทั้งคู่ได้ในซีรีส์ LOVE LIKE A BIKE ปั่นไปให้ถึงรัก ทุกวันจันทร์ เวลา 22:30 น. ทางช่อง 3 กด 33 รับชมออนไลน์ทาง 3Plus และย้อนหลังแบบ UNCUT ทาง Netflix เวลา 23:30 น.
TMI with Masu & Tee
นับหนึ่งรับฟังคนเก่ง ในชีวิตจริงคุณเป็นผู้รับฟัง หรือเป็นผู้เล่ามากกว่ากัน
มาสุ: ผมเป็นผู้ฟังที่ดีมากนะ ข้อดีคือ ผมได้เรียนรู้และสนุกกับการได้ฟังชีวิตคนอื่น มันเหมือนได้ไปเที่ยวเลย เพราะมนุษย์ทุกคนมีประสบการณ์ไม่เหมือนกัน การที่เราได้นั่งฟังเรื่องราวของชีวิตคนอื่น มันย่อประสบการณ์เราได้ ในสิ่งที่เราไม่ต้องไปประสบเอง แต่ข้อเสียคือ ถ้าเราไม่สร้างกำแพงบางๆ ขึ้นในใจ มันเหมือนเราจะรับเข้ามาทั้งหมด แบบนี้ต้องระวังครับ
ในชีวิตจริง คุณเป็นคนที่เปิดใจกับคนง่ายหรือยาก
ตี๋: เปิดใจง่ายมาก ง่ายเกินไปด้วยซ้ำ (หัวเราะ) แต่ผมมีระบบเซฟตี้ธรรมชาตินะ คือบางคนเปิดใจยาก แต่ถ้าเปิดแล้ว จะเปิดยาว แต่ของผมคือ ทุกคนได้คะแนนเต็ม 100 แล้วค่อยๆ ลด ถ้าโดนทำร้ายหรือคนนั้นทำไม่ดีกับเรา ซึ่งถ้าทำคะแนนได้ต่ำกว่ามาตรฐาน ผมก็จะตัดออกเลย แต่ส่วนตัวก็รู้สึกยากอยู่ดี เพราะสุดท้ายต่อให้โดนตัดไป ผมก็ยังปรารถนาดีกับเขาอยู่ดี ถ้าเขาปรับตัวดีขึ้น ก็หายกัน เพราะผมรู้สึกดีกับเพื่อนมนุษย์ทุกคนครับ
Makeup: @liang__makeup
Hair: @wayosansopa
Clothes: @balc.th
Interview: Yutthachai Sawangsamutchai @Youthtumz

