My First Movie: My First Time with Bible Wichapas
‘ธี่หยด: สมิงเขาขวาง’ กับทุก “ครั้งแรก” ที่ค้นมุม ‘ไบเบิ้ล วิชญ์ภาส’ มากกว่าที่เคย
จากเรื่องราวครอบครัวในจักรวาล ‘ธี่หยด’ สู่เหตุการณ์ที่ย้อนกลับไปก่อนภาคแรก ‘ธี่หยด: สมิงเขาขวาง’ คืออีกก้าวสำคัญทางการแสดงของ ‘ไบเบิ้ล–วิชญ์ภาส สุเมตติกุล’ เพราะนี่คือภาพยนตร์เรื่องแรกบนเส้นทางการแสดงของเขา กับเรื่องราวที่เต็มไปด้วยแอ็กชัน การผจญภัย และความระทึกขวัญ นอกจากการก้าวเข้าสู่โลกของ ‘ธี่หยด’ แล้ว อีกความท้าทายของชายหนุ่มคนนี้คือ การทำความรู้จักกับ ‘เทวิน’ ชายหนุ่มจบนอก พร้อมด้วยฐานะ แต่ในขณะเดียวกัน นิสัยก็มุทะลุอยู่ไม่น้อย จนกลายเป็นตัวละครที่เปิดพื้นที่ให้ไบเบิ้ลได้สำรวจตัวเองในอีกหลายมิติ
ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการพูดคุยเพื่อทำความรู้จัก ‘เทวิน’ เพียงอย่างเดียว แต่ยังชวนไปรู้จัก ‘ไบเบิ้ล’ ผ่านอีกหลายครั้งแรก ตั้งแต่ความรู้สึกในวันที่ได้รับบทบาท สิ่งที่ได้ค้นพบเกี่ยวกับตัวเอง และสิ่งที่เขาอยากทำให้ได้ในชีวิตก้าวต่อไป

จาก ‘ผู้ร้าย’ ในจินตนาการ สู่เทวินที่เราได้เห็น
สิ่งแรกที่ไบเบิ้ลรู้สึกเมื่ออ่านบท ธี่หยด: สมิงเขาขวาง ไม่ใช่ความมั่นใจว่า เขาเข้าใจตัวละคร แต่กลับเป็นความเข้าใจที่ผิดไปจากสิ่งที่ผู้กำกับตั้งใจไว้เสียด้วยซ้ำ
“ตอนแรกอ่านแล้ว ผมตีความตัวละครเทวินว่า เป็น ‘ผู้ร้าย’ ด้วยซ้ำ คิดว่าเขาจะมาเป็นคู่ตรงข้ามของพี่ยักษ์ เป็นตัวศัตรูหรือคู่ปรับแต่พอได้คุยกับผู้กำกับถึงเข้าใจว่า เขาไม่ได้เป็นคนร้าย ไม่ได้เป็นคนมีพิษมีภัย แค่เป็นคนที่อาจจะดูขี้อวดไปหน่อยก็เท่านั้น แต่จะอวดแบบไหน หรือเขาจะมาในมาดอะไร อยากให้ลองไปพิสูจน์กันดู”
เมื่อเข้าใจเบื้องหลังของเทวินมากขึ้นภาพของตัวละครจึงค่อยๆชัดขึ้นไบเบิ้ลเล่าว่าเทวินเติบโตมาในครอบครัวที่มีอำนาจเรียนต่างประเทศมีความรู้ความคิดและประสบการณ์ที่เป็นเด็กนอกแต่ทว่าเบื้องหลังชีวิตเหล่านั้นไม่ได้แปลว่าทุกอย่างจะถูกหยิบยื่นให้
“ผมว่าเขายังต้องขวนขวายด้วยความสามารถของตัวเอง แม้แต่เรื่องความรักที่เกิดขึ้นในเรื่องก็เหมือนกัน หลายคนอาจจะมองว่า เบื้องหลังของตัวละครหลายๆ อย่างดูเหมือนถูกปูมาเพื่อผม แต่จริงๆ แล้วก็มีรายละเอียดที่ต่างกันอยู่ ทั้งพื้นฐานชีวิตบางอย่าง รวมถึงบุคลิกที่ดูลุย ห้าว และจริงใจ ซึ่งบางมุมอาจคล้ายกัน แต่สุดท้ายก็ยังมีหลายอย่างที่ทำให้ผมกับเทวินแตกต่างกัน”


ภาพยนตร์ซ่อน ‘รายละเอียด’ ที่ไม่เคยเจอ
ไม่พูดถึงภาพจำไบเบิ้ลก็คงไม่ได้ ผ่านมาแล้วทั้งบทมาเฟียในซีรีส์ หรือสจ๊วตหนุ่มสุดเนิร์ดในซิตคอม แต่กับภาพยนตร์เรื่องแรกอย่าง ธี่หยด: สมิงเขาขวาง ไบเบิ้ลพบว่าความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่การทำการบ้านหรือการแสดงเพียงอย่างเดียว แต่เป็นวิธีที่หนังเลือก ‘เล่าเรื่อง’
“การถ่ายภาพยนตร์ มันละเอียดในอีกทางที่ผมไม่ค่อยได้เจอมาก่อน ในหนึ่งวันของซีรีส์อาจมีสัก 20 ฉาก แต่ภาพยนตร์เราถ่ายกันประมาณ 10 ฉาก เพราะหนังจะเล่าเรื่องด้วยภาพมากขึ้น บางครั้งนักแสดงอาจไม่ได้เป็นองค์ประกอบหลักของฉาก แต่บริบท สิ่งแวดล้อม หรือรายละเอียดบางอย่าง กลับเป็นสิ่งที่ช่วยเล่าเรื่องแทนเรา มันเลยไม่ได้ต้องพึ่งพาบทหรือบทสนทนาเสมอไป”
สำหรับไบเบิ้ล ความแตกต่างของการทำงานในแต่ละรูปแบบ ไม่ได้ทำให้เขามองว่า งานไหนยากหรือง่ายกว่า หากแต่ทุกกองล้วนมอบประสบการณ์บางอย่างกลับมา เช่น ภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่เขามองว่า เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่มากขึ้น
“ทุกประสบการณ์ล้วนเติม ‘ชั่วโมงบิน’ ให้กับผม แต่ครั้งนี้อาจเป็น ‘ชั่วโมงบิน’ ที่ใหญ่สำหรับผมมากๆ เพราะมีความรับผิดชอบมากขึ้น ทั้งการทำงานหน้ากล้อง การได้ทำงานกับกองที่ใหญ่ขึ้น การเข้าฉากกับนักแสดงคนอื่นๆ หรือแม้แต่การได้สังเกตวิธีทำงานของคนรอบตัว
พอเราได้เจอคนหลายๆ แบบ ได้เข้าฉากกับคนนั้นคนนี้ มันเหมือนมีอะไรหลายอย่างซึมซับเข้ามา โดยที่บางทีเราก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ และพอสะสมไปเรื่อยๆ พาร์ตการแสดงของผมในตอนนี้ มันเลยค่อยๆ พัฒนาขึ้นจากเมื่อก่อนมากเลย”
วันแรกในป่า และวันที่อยู่ในโลกของ ‘ธี่หยด’
เมื่อเราถามว่า ฉากไหนคือฉากแรกเมื่อได้ก้าวเข้าสู่โลกจริงของ ‘ธี่หยด’ ไบเบิ้ลคิดอยู่สักพัก ก่อนจะตอบออกมาว่า เป็นฉากที่ตัวละคร ‘เทวิน’ กำลังจะมุ่งสู่ป่า ซึ่งเป็นภาพที่ผู้ชมได้เห็นผ่านทีเซอร์ไปแล้วบางส่วน ไบเบิ้ลยอมรับว่า หลังจากอ่านบทและผ่านฟิตติ้งมาแล้ว สิ่งที่ทำให้ความรู้สึกเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนคือ การได้เห็นเซ็ตถ่ายทำจริงตรงหน้า
“ผมว่ามันเป็นโลกใหม่สำหรับผมเลย พอได้เห็นเซ็ตที่ทีมงานสร้างขึ้นมาในป่า มันไม่ใช่แค่การเดินเข้าไปในป่าแล้วถ่ายทำเลย แต่ทุกอย่างผ่านการออกแบบมาอย่างละเอียด ตั้งแต่มุมกล้อง การเติมรายละเอียดบางอย่าง หรือแม้แต่การตัดบางส่วนออก เพื่อให้ภาพออกมาตรงกับสิ่งที่ผู้กำกับต้องการ
พอได้เห็นภาพจากมอนิเตอร์ในเทคแรก ผมถึงกับอุทานว่า ‘โห สวยมาก’ เพราะมันแตกต่างจากภาพที่จินตนาการไว้ตอนแรกเลย และความสวยตรงนี้ มันเลยทำให้ผมอินกับโลกภายในเรื่องได้มากขึ้น และเหมือนได้พาตัวเองเข้าไปอยู่ในจักรวาลนั้นจริงๆ”

นอกจากรายละเอียดของเซ็ตถ่ายทำที่ช่วยพาไบเบิ้ลเข้าไปอยู่ในโลกของเรื่องแล้ว อีกหนึ่งคนที่ทำให้เขาอินกับการทำงานมากขึ้นคือ ‘โบว์–เมลดา สุศรี’ ผู้รับบท ‘น้ำเพชร’ เพราะทั้งคู่มีฉากร่วมกันอยู่ไม่น้อย และไบเบิ้ลยังได้เห็นอีกมุมของโบว์ที่ชัดเจนขึ้นตลอดการทำงาน นั่นคือ พลังงานที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดระหว่างคำว่า ‘Action’ และ ‘Cut’
“ตอนสั่ง Action ผมว่าเขามีพลังบางอย่างที่เหมือนเป็นคนละคนเลย ผมยอมรับในความสามารถและศักยภาพของเขามากๆ แต่พอสั่ง Cut เขาก็กลับมาเป็นอีกคนที่ทำให้บรรยากาศในกองผ่อนคลายและสนุกขึ้น แล้วก็เป็นคนที่ผมคุยด้วยง่ายมาก โดยเฉพาะช่วงที่ต้องรอเซ็ตถ่าย ผมว่ามันเป็นพลังงานที่ดีมากเลย เพราะพออยู่ในฉาก เขาก็เต็มที่กับตัวละคร แต่พอออกจากฉาก เขาก็ทำให้คนรอบข้างรู้สึกสบายใจขึ้น มันเลยทำให้การทำงานด้วยกันสนุกขึ้นไปด้วย”
แอ็กชันในป่าไม่เหมือนแอ็กชันกับคน
เมื่อพูดถึง ‘ธี่หยด’ ภาพของความแอ็กชันระทึกขวัญ ที่มาพร้อมฉากบู๊และความน่ากลัว คงเป็นสิ่งที่หลายคนนึกถึง และสำหรับไบเบิ้ลเอง เขาเคยผ่านงานแอ็กชันมาแล้ว จากบทบาทมาเฟียในซีรีส์ก่อนหน้า แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป เพราะการต่อสู้ใน ธี่หยด: สมิงเขาขวาง ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ หากแต่เป็นการเอาตัวรอดในป่า และต่อกรกับบางสิ่งที่อาจไม่ได้ปรากฏอยู่ตรงหน้าในเวลาที่ถ่ายทำจริง
เมื่อถามถึงความรู้สึกที่ต้องรับมือกับฉากลักษณะนี้คำตอบของไบเบิ้ลค่อนข้างตรงไปตรงมาและน่าสนใจแบบสุดๆ
“ถ้าเป็นฉากที่บู๊กับคน สิ่งที่ผมต้องจำมีทั้งคิว บล็อกกิ้ง ท่าทาง นักแสดงร่วม และองค์ประกอบต่างๆ ที่อยู่ในฉาก แต่เมื่อต้องสู้กับสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นมาในภายหลัง การแสดงของผมจึงต้องใช้เรื่อง ‘จินตนาการและความเชื่อ’ มากกว่าเดิม ดังนั้น ในแง่การแสดง ผมว่ามันยากกว่า แต่ในแง่การถ่ายทำ ผมมองว่ามันง่ายกว่า เพราะใช้ความเชื่อมากกว่าความจำว่า CG ที่อยู่ข้างหน้ามีอะไร”
ไบเบิ้ลเสริมว่า ความท้าทายของฉากแอ็กชันในเรื่อง คือการทำให้สิ่งที่ยังไม่มีอยู่ตรงหน้า กลายเป็นสิ่งที่นักแสดงและผู้ชมเชื่อว่ามีอยู่จริง และนั่นอาจเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญของเขาในการได้เข้ามาโลดแล่นในโลกของภาพยนตร์
เพียงชายคนนี้ ‘แค่อยากมีงาน’
หากย้อนกลับไปมองตัวเองในวันแรกของการเข้าวงการ ไบเบิ้ลเชื่อว่า ตัวเขาในวันนั้นอาจประทับใจกับเส้นทางที่ตัวเองเดินมาไม่น้อย เพราะจุดเริ่มต้นของเขาไม่ได้มาพร้อมความฝันว่า อยากเป็นนักแสดง หากเป็นเพียงความตั้งใจง่ายๆ ว่า ‘อยากมีงานทำ’
“เป้าหมายแรกที่เข้ามาในวงการตอนนั้น คือผมแค่อยากมีงานจริงๆ ไม่ได้คิดถึงการเป็นนักแสดงด้วยซ้ำในตอนแรก แต่พอได้เป็นนักแสดงแล้ว มันก็กลายเป็นแพชชัน แล้วผมก็อยากจะมุ่งมั่นที่จะทำมันต่อไป”
จากความตั้งใจที่ไม่ได้คิดไปไกล กลับค่อยๆ กลายเป็นเส้นทางที่พาเขามาถึงวันนี้ – วันที่ได้เป็นนักแสดงภาพยนตร์และมีผลงานเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ซึ่งเป็นสิ่งที่ในวันแรกเขาเองก็ไม่ได้วางภาพเอาไว้รวมถึงสิ่งที่ไบเบิ้ลได้รับระหว่างทางกลับไม่ได้มีเพียงประสบการณ์หน้ากล้องแต่เป็นคุณค่าทางใจที่มากกว่านั้น
“ผมได้ทำงานร่วมกับคนหลากหลายมาก โดยเฉพาะนักแสดงที่มีประสบการณ์มากกว่า ซึ่งกลายเป็นอีกเรื่องทำให้ผมได้เรียนรู้และหันกลับมามองตัวเอง ทั้งในฐานะนักแสดงและในฐานะคนคนหนึ่ง”
เหตุที่ไบเบิ้ลพูดแบบนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการได้เห็นวิธีใช้ชีวิตและวินัยของ ‘ณเดชน์ คูกิมิยะ’ นักแสดงนำในเรื่อง นั่นจึงทำให้เขาเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า บางทีสิ่งที่เราเคยบอกว่า ‘ไม่มีเวลา’ อาจไม่ได้หมายความว่า ไม่มีเวลาจริงๆ แต่อาจเป็นเรื่องของการจัดลำดับความสำคัญและการจัดการชีวิตของตัวเองให้ดีขึ้น

“ช่วงนี้ผมเริ่มให้ความสำคัญกับ Health & Wellness มากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่สนใจอยู่แล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมา ‘ไม่มีเวลา’ มักกลายเป็นเหตุผลที่ใช้บอกตัวเองอยู่เสมอ แต่พอดูจากสิ่งที่พี่เขาทำ มันทำให้ผมหันกลับมามองตัวเองว่า เราต้องมีวินัยมากขึ้นและจัดการเรื่องนี้ให้ได้ เป้าหมายเราอาจจะไม่เหมือนกัน พี่เขาถึงจุดนั้นแล้ว เราอาจไม่ต้องถึงขนาดนั้นก็ได้ แต่เป้าหมายของเราที่เซ็ตไว้ เรายังไปไม่ถึงเลย (หัวเราะ) เพราะฉะนั้น เราควรกลับมาโฟกัสว่า ต้องมีวินัยมากขึ้น”
ไบเบิ้ลขยายความต่อเพิ่มเติมว่าเพราะบางครั้ง ‘การเติบโต’ อาจไม่ได้หมายถึง การเดินไปได้ไกลเพียงอย่างเดียว แต่อาจหมายถึงการรู้จักตัวเองมากขึ้น และรู้ว่าจะจัดการกับตัวเองอย่างไร เพื่อไปต่อในเส้นทางที่เลือกไว้
จากทั้งหมดนี้ ‘ธี่หยด: สมิงเขาขวาง’ อาจไม่ได้มอบแค่ประสบการณ์ใหม่ให้กับไบเบิ้ล แต่ยังเป็นอีกพื้นที่ที่ทำให้เขาได้ทบทวนและมองเห็นบางอย่างในตัวเองได้ชัดขึ้น วันนี้เขาเดินมาไกลกว่าจุดเริ่มต้นที่เคยวางไว้ และภาพยนตร์เรื่องนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของ First Time อีกหลายครั้งที่กำลังรอเขาอยู่ข้างหน้า ยังไงเป็นกำลังใจให้กับไบเบิ้ลกับครั้งแรกบนจอเงินด้วย
30 กันยายนนี้ ในทุกโรงภาพยนตร์
TMI (เรื่องอื่นๆ) ครั้งแรกในชีวิตของ “ไบเบิ้ล”
หนังสยองหรือระทึกขวัญเรื่องแรกที่คุณดูแล้วติดตา
ไบเบิ้ล: เรื่องแรกแบบเป๊ะๆ อาจจะจำไม่ได้ครับ แต่ถ้าถามถึงเรื่องที่ดูแล้วกลายเป็นภาพติดตาเลย ก็คือ ‘บอดี้…ศพ#19’ ตอนนั้นผมยังเด็กมาก เพิ่งอายุประมาณ 10-11 ขวบเอง มารู้ทีหลังว่า จริงๆ แล้ว วัยนั้นอาจจะยังไม่ควรดู (หัวเราะ) เหตุผลที่ผมยังจำเรื่องนี้ได้ เพราะตอนนั้นอินกับภาพและความเป็นภาพยนตร์ของมันมากๆ ตอนเด็กอาจจะยังไม่เข้าใจเนื้อเรื่องทั้งหมด แต่พอโตขึ้นแล้วกลับมาดูอีกครั้ง ผมกลับรู้สึกชื่นชมกับวิธีการปูเรื่อง รวมถึงการค่อยๆ หลอกล่อคนดูและเฉลยเรื่องราวมากขึ้น แต่สิ่งที่ติดอยู่ในความทรงจำที่สุดจริงๆ คือ ‘เพลงประกอบ’ อย่างการนำเพลง ‘คิดถึงเธอทุกทีที่อยู่คนเดียว’ มาร้องใหม่ในรูปแบบของโอเปร่า มันทั้งไพเราะและทรงพลังมาก จนกลายเป็นอีกหนึ่งรายละเอียดที่ผมจำได้มาจนถึงทุกวันนี้
ช่วงเวลาที่ตกอยู่ในสถานการณ์เฉียดตายครั้งแรก
ไบเบิ้ล: ตอนเด็กๆ ผมกำลังจะไปเรียนพิเศษที่บ้านครู พอไหว้ครูเสร็จ กำลังจะขึ้นจักรยาน วันนั้นผมถอยรถออกมาโดยไม่ได้มองข้างหลัง แล้วมีมอเตอร์ไซค์ขับสวนมาพอดี ตอนนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เขาชนมาในท่าไหน รู้ตัวอีกทีก็ตัวกระเด็นไปแล้ว จักรยานเข้าไปอยู่ใต้รถมอเตอร์ไซค์แล้วถูกครูดไป แต่โชคดีที่หลุดออกมาได้ พอผมลุกขึ้นยืน ขานี่สั่นไปหมดเลย เจ็บไปทั้งตัว อาจจะไม่ได้ถึงขั้นใกล้ตายขนาดนั้น แต่ก็ถือว่าเฉียดเหมือนกัน โชคดีมากที่พี่คนขับมอเตอร์ไซค์ไม่ได้ขับมาเร็ว
หลังจากภาพยนตร์เรื่องแรกแล้ว อยากให้ “First ครั้งต่อไป” ของตัวเองเป็นอะไร
ไบเบิ้ล: อยากให้ First ครั้งต่อไปของตัวเอง เป็นซีรีส์หรือภาพยนตร์ที่ได้เล่นแนวใหม่ๆ จริงๆ ผมอยากเล่นทุกแนว แต่ที่อยากเล่นแนวแอ็กชันมาตลอด ก็เพราะอยากเปลี่ยนแปลงร่างกายของตัวเอง แล้วช่วงอายุเท่านี้ ร่างกายเรายังฟื้นตัวได้ไว ถ้าปล่อยไว้นานกว่านี้ ก็น่าจะยากขึ้นสำหรับร่างกายเรา อีกอย่างที่อยากลองคือ การแสดงที่ได้พูดภาษาอังกฤษ อาจจะไม่ต้องทั้งเรื่องก็ได้ แต่อยากให้ตัวละครได้ใช้ภาษาอังกฤษบ้าง เพราะเป็นภาษาที่เราถนัด ผมคิดว่าน่าจะเป็นอีกประสบการณ์ที่ดีมากเลย
ถ้า ‘เจษ–เจษฎ์พิพัฒ’ ได้ดูเรื่องนี้ สิ่งแรกที่เขาจะพูดหรือบอกกับคุณ
ไบเบิ้ล: ถ้าพี่เขาได้ดูเรื่องนี้ สิ่งแรกที่เขาจะพูดน่าจะสปอยล์แน่ๆ (ยิ้ม) และน่าจะเกี่ยวกับองค์ประกอบต่าง ๆ ในเรื่องที่มีสปอยล์อยู่ เพราะเราสองคนเป็นคนที่ชอบภาพยนตร์เหมือนกัน เวลาคุยกันก็จะคุยกันในมุมของคนที่ดูหนังและสนใจรายละเอียดต่างๆ ผมเลยคิดว่าสิ่งแรกที่พี่เขาน่าจะทักหรือถาม น่าจะเป็นเรื่ององค์ประกอบของภาพยนตร์ หรือไม่ก็เรื่องการแสดงของผมนี่แหละ
#POSHxBible

