Categories

To top
5 Oct

Special Interview – Praput Pimpama

ไทยประ opor

Praput Pimpama

เก็บความทรงจำผ่านเรื่องราวดีๆ จากผู้ชายเสียงดี 

ไทยประ opor

ถ้าเอ่ยถึงศิลปินที่ไม่ได้มาจากกระแส แล้วค่อยๆ เลือนหายไปจากคีย์ของตัวโน้ตตามยุคสมัยอย่างในปัจจุบัน เราเชื่อว่า ต้องมีชื่อของโอปอประพุทธ์ พิมพามาผู้ชายที่ทำให้คุณอินไปกับน้ำเสียงและอารมณ์ที่ส่งผ่านบทเพลงของเขาเพราะเขาคือหนึ่งในตัวจริง เสียงจริง!

การเดินทางของโอปอ เริ่มจากการประกวด The Voice Thailand 2 ด้วยน้ำเสียงบาดลึกแบบนุ่มๆ ทำให้เขามีซิงเกิ้ลเพลงประกอบละครและหนังสั้นมาแล้วหลายเพลง จนก้าวเข้ามาใต้ชายบ้านคาบ้านใหม่ White Music Records ก็ทำให้เราเห็นตัวตนและความสามารถของเขามากขึ้น

เราได้เห็นโอปอทำงานอย่างไรในบ้านหลังใหม่นี้บ้าง

“คงเป็นการอัดกีต้าร์เองนี่แหละครับ เพราะนอกจากเขียนเนื้อร้อง ทำนอง ผมยังได้อัดเสียงเครื่องดนตรีชิ้นหนึ่งที่เราชอบเล่นอยู่แล้ว เป็นการนำเสนอความเป็นตัวเอง ก็มีความตื่นเต้นบ้าง แต่เราเรียนรู้กระบวนการทำงานเบื้องหลังมากขึ้น ต้องขอบคุณทางพี่ๆ ทีมงานที่เขาเห็นความสามารถ เห็นศักยภาพที่เราทำได้ ก็มีการแลกเปลี่ยน แนะนำกัน

เล่าถึงการทำงานในซิงเกิ้ลแรกอย่างเพลงต้องห้ามหน่อยสิคะ

“เพลงนี้ผมแต่งมา 2 ปีกว่าๆ แล้วครับ แล้วเป็นเพลงที่พาผมเข้ามาให้เข้ามาอยู่ใน White Music ด้วย เพราะว่ารู้จักกับพี่โปรดิวเซอร์คนหนึ่ง ก็เอาเดโม่เพลงต้องห้ามที่ตอนนั้นมันยังไม่เสร็จสมบูรณ์นัก แต่ก็ส่งให้เขาฟัง (หัวเราะ) แล้วก็โดนส่งให้คนนู้นคนนี้ฟัง จนมาถึงพี่อาร์ม white music เรียกมาคุย ผมจึงทำเพลงให้พี่อาร์มฟังหลายๆ เพลง เพราะผมเริ่มทำเพลงของตัวเองมาระยะหนึ่งแล้วครับ

“เพลงนี้มีที่มา จริงๆ คือเรื่องของผมเองที่ผมพยายามเอาชนะตัวเอง ในเมื่อเรามีความรักให้คนคนหนึ่ง คิดถึงเขา ทำทุกอย่างเพื่อเขา แต่พอวันหนึ่งเขาไป ไม่ได้แคร์ ได้ต้องการรับความรู้สึกดีๆ จากเรา จึงต้องหยุดตัวเอง ต้องห้ามความรู้สึกตัวเองไม่ให้คิดถึงเขาอีก และบังเอิญมาก เพลงนี้ได้แรงบันดาลใจจากแม่ด้วย เพราะว่าช่วงจบรายการเดอะว้อยซ์ จะมีงานเข้ามาค่อนข้างเยอะ แล้วแม่ผมอยู่ต่างจังหวัด พอเราไม่ได้อยู่กับท่าน คำถามด้วยความเป็นห่วงจึงเยอะขึ้น แม่ก็กลัวว่าเราจะรำคาญไหม เลยพูดมาคำหนึ่งว่า…โอเคแม่จะพยายามห้ามใจไม่ห่วงเรื่องที่มันจุกจิกเกินไป แล้วพอเราได้ยินคำนั้น ก็อึ้ง เราก็บาปนะที่ไปทำให้ท่านรู้สึกอย่างนั้นได้ ก็เลยเป็นที่มาของท่อนฮุคมา …ห้ามใจไม่ให้คิดมากมาย เป็นคำพูดของแม่ครับ”

แล้วซิงเกิ้ลเวลาเพลงนี้ก็ทำเองเกือบทั้งหมดด้วย 

“ผมมีโอกาสแต่งเพลงนี้ขึ้นมาจากการที่ได้ดูวิดีโอโฆษณา ของไทยประกันชีวิต  เรื่องของปู่ชิว กับความรักที่มีต่อ คนรักของเค้าที่จากไป  มันโดนใจตรงที่ปู่ชิวใช้เวลาถึง 30 ปี ในการที่จะทำแบบเดิมๆ ทุกวันให้กับคนรักที่ไม่อยู่ในโลกนี้แล้ว ผมรู้สึกว่า ยิ่งใหญ่เนอะ  ‘เวลา’ มันพาให้ทุกอย่างจากไป มันทำให้ทุกอย่างสูญสลายไป  มันเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ก็จริง แต่ในขณะเดียวกัน ‘เวลา’ ก็เพิ่มเติมในเรื่องของความทรงจำ  ในเรื่องของสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในจิตใจของเรา  ถ้าถามว่าร้องยากมั้ย เพลงนี้ยากนิดนึงตรงท่อนฮุค แต่ก็เชื่อว่าคนฟังหรือคนทั่วไปน่าจะร้องตามได้ไม่ยากนะครับ  เพลงค่อนข้างจำง่าย ในเรื่องของเมโลดี้  เนื้อหาก็ใช้คำง่ายๆ  หลายๆ คนน่าจะชอบได้  ฟีลกู๊ดครับ”

ทราบว่าคุณพ่อคุณแม่มีอิทธิพลในการฟังเพลงและเล่นดนตรีของคุณด้วย

“ผมเล่นกีต้าร์มาตั้งแต่มัธยม ส่วนร้องเพลงนี่เป็นหัวใจหลักในชีวิตดนตรีของผมเลย ตอนเล็กๆ เวลาพ่อแม่ขับรถไปไหนมาไหนด้วยกัน เขาก็เปิดเพลงสากลยุคนั้น อย่างดิสโก้ยุค80-90 ผมก็ซึมซับมา มีเพลงป๊อป เพลงร็อค ผมก็ร้องในห้องน้ำ เริ่มฝึกร้องเพลงในรถ ส่วนคนที่จุดประกายเรื่องกีต้าร์แล้วเป็นแนวดนตรีแบบผมเจริงๆ  จะเป็น  Eric Clapton, John Mayer Jimi Hendrix ถ้าเป็น Ed Sheeran เป็นยุคใหม่แล้วแต่เราก็ยังชอบแบบนั้นเพราะว่าเราสื่อสารงานของเราแบบนั้น เรามีกีต้าร์เป็นบทเพลงได้ แล้วเราก็ร้องได้”

แต่คุณก็สนใจเรียนเปียโนด้วย

“เพราะว่าผมสนใจเรื่องการทำเพลงในสตูดิโอมากขึ้น เปียโนคือหลักและเป็นสื่อกลางของทุกซาวด์ กลองก็ได้ หรือจะเป็นเครื่องสาย คีย์บอร์ด เปียโน เครื่องอิเล็กทรอนิกต่างๆ ก็สามารถมีซาวด์มาแทนที่ แล้วใช้คีย์เปียโนคีย์ลงไป ผมก็เลยคิดว่าเครื่องดนตรีนี้น่าจะมีประโยชน์กับการทำเพลงในภายภาคหน้า”

คุณพ่อคุณแม่รับราชการ คุณก็เรียนนิติศาสตร์ แล้วพอเบนเข็มมาเป็นนักร้องอาชีพ ท่านว่าอย่างไรบ้าง

“จริงๆ แม่ผมเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่ผมเรียนมัธยมแล้ว มีถามบ้างว่าจะยังไง แต่ผมโอเค เรียนนิติได้ เหมือนท่านมีแนวโน้มว่าอยากให้เรารับราชการมากกว่า ทุกครั้งที่ท่านพูดเรื่องการเลือกชีวิต เลือกเรียน จะพูดว่าข้าราชการดีนะลูก สไตล์พอเพียงชีวิตสมถะ แต่ผมจะโลดแล่นหน่อย กล้าที่จะออกมาอยู่เอง มาทำงานโดยที่ไม่ต้องใช้เงินพ่อแม่ตั้งแต่ยังไม่ 20 ทำงานทุกที่ ร้านโซนในกรุงเทพหรือต่างจังหวัดผมก็เล่นมาหมดแล้วครับ”

อย่างตอนนี้งานเยอะขึ้น คุณมีเวลาให้ความรักมากน้อยแค่ไหน

“น้อยลงกว่าแต่ก่อนครับ เพราะว่านอกจากทำเพลงแล้วเราก็มีจัดรายการวิทยุด้วย เช้าก็ต้องตื่น เขาก็ต้องทำงานเหมือนกัน จึงคอยถามไถ่กันครับ เพราะว่ามันจะล็อคไม่ได้หรอกว่าต้องมีเวลาให้เท่านี้ๆ มันไม่แน่นอน ก็คอยถามไถ่กันบ่อยๆ โอเควันนี้เลิกกี่โมงอะไรยังไง เป็นยังไงบ้าง ทำอะไรอยู่ เจอปัญหาอะไรบ้าง น่าจะพอช่วยให้เราไม่ห่างกันเกินไป”

จากเวทีประกวด มาจนถึงวันนี้เป็นศิลปินเต็มตัวแล้ว คุณเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

“ผมมั่นใจมากขึ้นนะ แต่ก่อนต้องมีกีตาร์ไว้ยึด (หัวเราะ) จึงมั่นใจ แต่ก่อนถ้าไม่มีดนตรี ไม่มีกีต้าร์อยู่เราจะจบเลย รู้สึกว่าเราด้อยกว่าคนอื่นทันที คนอื่นแสดงความเป็นตัวเองเต็มที่ แต่ผมไม่เลย แต่งตัวไม่เป็น เรามาจากครอบครัวสมถะ เป็นลูกข้าราชการ สังคมก็น้อยเหลือเกิน เวลาทำให้ผมค่อยๆ เรียนรู้มากขึ้น ถือว่ามาไกลพอสมควรครับ”

วางแผนอนาคตในแวดวงดนตรีไว้อย่างไรบ้างคะ

“นอกจากดนตรีผมอยากทำอย่างอื่นเหมือนกัน เคยลองเล่นหนังสั้น ที่อยากทำแล้วยังไม่ได้ทำคือ ละครเวทีครับ ผมเคยไปดูละครเวทีต่างประเทศเรื่อง Once ที่อังกฤษที่มี Ronan Keating แสดง ผมชอบชอบมาก โชคดีมากที่เขามาเล่นตอนนั้นพอดี ฝรั่งเขาเล่นเป๊ะทุกอย่าง การร้องประสานเสียง คนนี้เข้า คนนั้นออก ที่สำคัญเลยนะ ผมคิดว่า พอผมมีดนตรีผมจะมั่นใจทุกอย่าง ละครเวทีจึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่อยากทำ”

ติดตามผลงานของโอปอประพุทธ์ได้ทาง IG: @oporpraput

Interviewed by Pookie Chatcha

Posh Magazine Thailand
No Comments

Leave a reply