Categories

To top
30 Apr

Special Interview – เอกนรี วชิรบรรจง

5V7A3553

เป็นกระแสไปทั่วบ้านทั่วเมืองสำหรับละครโทรทัศน์เรื่องกรงกรรมของผู้กำกับมากฝีมืออ๊อฟพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจงที่ไม่ว่าจะวัยไหนๆ ต่างพากันพูดถึงตัวละครในเรื่องนี้กันแทบทุกคน แต่อีกหนึ่งความสำเร็จของละคร ที่จะเรียกว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นก็ว่าได้ คือลูกสาวคนเก่งของพ่ออ๊อฟ แม่แดง ที่ได้เข้ามาช่วยทำงานอย่างเต็มตัว วันนี้มีโอกาสได้มาพูดคุยกับบีเอกนรี วชิรบรรจงทำให้เราได้รู้จักผู้หญิงเก่งคนนี้มากขึ้น

5V7A3534

แนะนำตัวให้ผู้อ่านได้รู้จักกันซักหน่อย

ชื่อ บี – เอกนรี วชิรบรรจง ค่ะ ตอนนี้เป็นเด็กฝึกงานในกองถ่ายละครของบริษัทแอคอาร์ต แล้วก็ละครเรื่องต่อไปก็จะเป็นมินิโปรดิวเซอร์แบบเต็มตัวค่ะ ส่วนเรื่องที่ได้ฝึกงานไปก็เป็นละครเรื่อง กรงกรรม ที่ได้เข้ามาฝึกแบบเต็มตัวค่ะ เหมือนตอนแรกคุณแม่ให้เข้ามาดูงาน แล้วเรารู้สึกว่าเราไม่ได้ทำอะไร ก็เลยหาตำแหน่งให้ตัวเองทำ แล้วทุกคนโอเคกับตำแหน่งมินิโปรดิวเซอร์ที่เราตั้งมา เราก็จะทำงานร่วมกับโปรดิวเซอร์อีกทีหนึ่ง แล้วก็ดูรายละเอียดโดยรวมค่ะ

โปรดิวเซอร์ต้องทำอะไรบ้าง

โปรดิวเซอร์จริงๆ ก็จะดูแลคิวนักแสดง สถานที่ โปรดักชั่น และภาพรวมในกองถ่ายค่ะ อีกอย่างละครกรงกรรมเป็นละครที่ถ่ายเยอะมาก เลยจำเป็นต้องมีโปรดิวเซอร์หลักอยู่สองคนค่ะ เราก็จะมีหน้าที่ประสานงาน เรียนรู้งานจากโปรดิวเซอร์ เช่นกระดาษทำอย่างไร เอกสารทำอย่างไร ดีลนักแสดงอย่างไร ซึ่งเราก็ไม่เคยทำมาก่อนเลยค่ะ (หัวเราะ)

บีเรียนจบสายไหนมาก่อนมาช่วยงานกองถ่ายฯ

จบถ่ายภาพค่ะ เป็น fine art photography ซึ่งก็จะแตกต่างจากแฟชั่นนะคะ เพราะทุกคนจะคาดหวังว่าเรียนถ่ายภาพมาต้องถ่ายรูปสวย (หัวเราะ) เราก็จะเป็นแนวเสนอไอเดีย คอนเทนต์ที่อยู่ในรูปภาพอะไรประมาณนี้ค่ะ

5V7A3556

แล้วบีชอบถ่ายภาพแบบไหน

ถ่ายทั่วไปเลยค่ะ เป็นคนที่ชอบสแนปโมเมนต์มากกว่า อย่างละครกรงกรรมก็มีหนังสือภาพเบื้องหลังออกมาจำหน่าย อันนี้ก็เกิดจากบีมีโปรเจคตั้งแต่ละครเรื่องรากนคราแล้ว ว่าอยากทำโฟโต้บุ๊คของละคร เราก็เลยคุยกับพี่ช่างภาพว่ามีรูปไหม ก็เลยเอารูปมารวมๆกันแล้วทุกคนชอบ พอมาเรื่องนี้เราก็อยากทำอีกครั้ง แล้วเราก็มีช่างภาพอยู่ในกองหลายคนเลยค่ะ ทั้งพี่อู๋ ธนากร พี่เจมส์ จิฯ ตัวบีเอง แล้วก็คุณพ่อก็ชอบถ่ายรูปมากด้วยค่ะ ก็เลยรวมรูปกันแล้วก็ได้ออกมาเป็นหนังสือภาพอย่างที่ทุกคนได้เห็นกันไปบ้างแล้วค่ะ

ทำไมเราถึงไม่เลือกเรียนสายภาพยนตร์มาตั้งแต่แรก

เราได้มีโอกาสเรียนตอนไฮสคูล ได้เลือกสายวิชาเราก็เลือกอาร์ตหมดเลย วาดภาพ ทำหนัง ถ่ายรูป ทำอาหาร อะไรก็ตามเราทำหมดเลย สุดท้ายเหมือนมันมาจอดที่การถ่ายภาพ เหมือนเรายิ่งได้เรียน เรายิ่งเข้าใจ ยิ่งได้ทำก็รู้สึกว่ามันมีเสน่ห์ในแบบของมัน เราก็ยิ่งมาทางสายถ่ายภาพ พอยิ่งเข้ามหาวิทยาลัยเราได้เลือกสาย ตอนแรกลงดีไซน์ไป มันก็ยังไม่ใช่เราเพราะเรารู้สึกว่าเรายังไม่ครีเอทีฟพอ แต่พอเป็นสายถ่ายภาพ มุมมองที่เรามองเห็น อาจารย์ก็บอกว่าเรามีมุมมองของเราที่เหมาะกับการถ่ายภาพ ก็เลยให้ไปเรียนถ่ายภาพ พอเราเรียนมาเราก็เริ่มเข้าใจการถ่ายภาพที่ลึกขึ้นมากกว่าการแค่กดชัตเตอร์ค่ะ

การถ่ายภาพนิ่งสามารถเอามาใช้กับงานละครได้ไหม

ได้ค่ะ มันก็ยังเป็นศาสตร์เดียวกันอยู่ เช่นมุมกล้องการสื่อความ อย่างเราคุยกับคุณพ่อท่านก็จะบอกว่าที่ท่านถ่ายผ่านกรง เพราะว่ามันคือกรงที่คนๆ นั้นติดอยู่ หรือการโคลสอัพเข้าไป ทุกอย่างมันมีเหตุผลในการใช้อยู่ ไม่ว่าจะกว้าง หรือผ่านอะไรแบบนี้ คือทุกอย่างมันมีมุมมอง เหตุผลในการใช้ของมันในการถ่ายค่ะ

แล้วอย่างนี้พอเราเรียนจบกลับมา เรามีไฟที่อยากไปอยู่ในตำแหน่งที่ต้องกำกับภาพเลยไหม

ไม่เลยค่ะ ตัวเราเป็นคนทำอะไรก็ได้ สนุกกับทุกอย่าง คุณแม่ให้ทำอะไรก็ทำหมด ให้ไปอยู่จุดไหนเราก็ไปหมด เพราะเรามองว่าทุกอย่างมันคือประสบการณ์ เราชอบเรียนรู้หลายๆอย่างไม่จำเป็นต้องถ่ายภาพ เราอยากทำหมดเลยทุกอย่าง มันคือการประสบการณ์ ความรู้เข้าตัวเอง แล้วมันก็ดีกับตัวเราด้วยซ้ำ พอเวลาเราไปดีลกับคนในทีมมันจะได้ง่ายขึ้น อธิบายกันได้เข้าใจง่ายขึ้นค่ะ

ด้วยความเป็นลูกผู้จัดฯ พอเราเข้ามาทำงานมันเกิดความเกรงใจกันในทีมไหม

มีอยู่แล้วค่ะ แต่ด้วยความที่เราเป็นคนที่ง่ายๆ เราเข้าได้กับทุกคน เราเล่นกับทุกคน เหมือนเราก็ผูกพันธ์กับทีมงานทุกคน ยิ่งคนไหนอยู่มานานยิ่งรู้จักเราดี อีกอย่างเราก็ต้องทำให้พวกเขาเห็นว่าเราทำงานได้นะ ไม่ใช่ว่ามาเล่นๆ เราใส่ใจทุกอย่างของงาน และเราคุยกับทุกคน เราไม่ได้จะไปทำร้ายใครหรืออะไรก็ตามที่อาจจะทำให้เขาลำบาก ซึ่งเรามีแต่ความตั้งใจดี และการกระทำที่จริงใจเขาก็จะเห็นค่ะ

ปัจจุบันมักมีคนรุ่นใหม่บอกว่าละครไทยเชย ไม่ทันสมัย ด้วยความที่บีเป็น gen ใหม่ที่จะเข้ามารันวงการต่อไป เรามองเรื่องนี้อย่างไรบ้าง

ตราบใดที่เรายังทำงานละคร มันก็ยังมีคนรุ่นก่อนยังไงเขาก็จะชอบในแบบที่เขาชอบ เราไม่สามารถไปเปลี่ยนเขาได้ แต่เราก็อยากให้สามารถควบคู่ไปด้วยกันได้ระหว่างรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ สมัยก่อนเราเคยมองละครว่ามันเชย หรืออะไรก็ตามที่มันคือละคร เพราะเราเป็นคนไม่ดูละครเลย แต่ดูเพราะมันเป็นงาน หรือของบริษัทตัวเอง เพราะเราก็ต้องศึกษางานไปเรื่อยๆ แต่พอได้เข้ามาทำ เรารู้สึกว่ามันเปลี่ยนได้ แล้วยิ่งคุณพ่อ คุณแม่เป็นคนเปิดรับ เปิดให้เราได้เสนอความคิด หรืออะไรก็ตามใหม่ๆที่เราอยากทำ อย่างอะไรทีเราเสนอคุณพ่อไป เอาไม่เอาแล้วแต่ท่าน แต่ท่านเปิดรับทุกไอเดีย ทุกคนสามารถจะยื่นความคิดเห็นได้ ถ้าอะไรที่ดี ท่านก็จะเอาปรับใช้ในงาน ตัวคุณแม่เองอย่างเราเสนอโปรเจคต์อะไรไปท่านเห็นว่าดี ก็ทำเลย คือเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ทุกอย่าง แต่ทีเราต้องไฟต์คือวิธีการทำงาน คือวิธีการทำงานของคนละครมักจะโหด เหนื่อย เราก็ไม่อยากให้ใครเป็นอะไร เพราะทุกคนคือคนที่เรารัก เราก็อยากปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานให้เครียดน้อยลง เวลาในการทำงานปรับให้คุ้มค่ากับชีวิตเราด้วยค่ะ

ละคร กรงกรรม เป็นละครที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ตัวบีเองชอบตัวละครตัวไหนที่สุด

ชอบอาซาค่ะ ตัวละครตัวนี้ความคิดของเขาคือการให้ ให้ในสิ่งที่เขาให้ได้ ให้โดยไม่เดือดร้อนตัวเองและคนอื่น ให้ในสิ่งที่คนอื่นอาจจะต้องการมากที่สุด รอยยิ้ม ความหวังดี หรืออะไรก็ตามที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกดี รู้สึกว่าตัวนี้ไม่คิดร้ายกับใคร และให้อะไรตลอดเวลา

5V7A3532

ถือว่าหายเหนื่อยกับทีมงานทุกคนเลย

มากค่ะ เพราะกรงกรรมเราใช้เวลาถ่ายทำกันโหดมาก ผ่านอะไรมากันมากมาย แต่พอผลลัพธ์เป็นแบบนี้ก็ดีใจกับทุกคน และเชื่อว่าทุกคนหายเหนื่อยแล้วเช่นกันค่ะ

สุดท้ายนี้ให้ฝากผลงานชิ้นต่อๆไปของแอคอาร์ตมีอะไรให้ติดตามกันต่อไปบ้าง

ก็ตอนนี้เรากำลังจะเตรียมเปิดกล้อง ละครเรื่องใหม่ เรื่อง มิติที่สาม แล้วก็มี ลายกินรี ค่ะ ยังไงก็ฝากติดตามผลงานทุกเรื่องของแอคอาร์ตด้วยนะคะ เราจะตั้งใจผลิตผลงานคุณภาพออกมาให้ผู้ชมอย่างแน่นอนค่ะ


Interviewed by Chalermpol Teamkom

Photographed by Narin Yun Lourujirakul

Posh Magazine Thailand
No Comments

Leave a reply