Categories

To top
9 Jan

SPECIAL INTERVIEW – คุณตู่ – ดุจดาว พรหโมบล

ok 5

นับเป็นปรากฏการณ์ที่น่าตื่นเต้นสำหรับแฟนๆ จักรวาลสไปเดอร์แมน ที่เราจะได้เห็นสไปเดอร์แมนมากมายโคจรมาพบกัน ในอนิเมชั่นเจ้าของรางวัล Golden Globes ปีล่าสุด เรื่อง “SPIDER-MAN: INTO THE SPIDER-VERSE” ของค่าย โซนี่ พิคเจอร์ ซึ่งถือเป็นค่ายภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่ที่มีภาพยนตร์ครองใจผู้ชมมากมาย วันนี้มีโอกาสได้เจอผู้บริหารหญิงสุดเก่ง ผู้คร่ำหวอดในวงการภาพยนตร์มานาน มานั่งพูดคุยถึงทิศทางของวงการภาพยนตร์ในประเทศไทยกันซักนิด คุณดุจดาว พรหโมบล หรือ คุณตู่ ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท โซนี่ พิคเจอร์ เอนเตอร์เทนเมนต์

OK4

คุณตู่เริ่มต้นในวงการภาพยนตร์ได้อย่างไรครับ

พี่อยู่ในวงการการทำหนังมานานมาก ตั้งแต่ปี 2000 ซึ่งก่อนหน้านั้นพี่ทำอยู่ที่ ดิสนี่ย์ มา 16 ปีค่ะ โดยย้อนเวลาไปก่อนหน้านั้นพี่ทำอยู่ที่บริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง เป็น PR แล้วโดยส่วนตัวเองเป็นคนชอบดูหนังมากถึงมากที่สุด แต่พี่ก็ไม่ได้ดูแบบว่าผู้กำกับคนนี้ มีลายเซ็นต์ยังไงเวลากำกับ เราก็ดูเพื่อความบันเทิงของเราส่วนตัว แล้วก็ดูหนังมาตลอดก็สนุกดี แล้วก็ทำเอเจนซี่มาเรื่อยๆ แต่มันก็ไม่ใช่งานที่ชอบ จนมาวันนึงมีคนรู้จักมาคุยว่าถ้าชอบดูหนัง มีบริษัทหนังของ ดิสนี่ย์ เค้ากำลังรับสมัคร marketing สนใจไหม พี่ก็เลยลองไปคุย หลังจากนั้นก็เริ่มทำการตลาดหนัง ซึ่งถามว่าทำการตลาดหนังเป็นไหม ก็ไม่เป็น (หัวเราะ) อาศัยว่าตัวเองเป็นคนชอบดูหนัง ก็คิดง่ายๆว่าทำยังไงก็ได้ให้คนอยากมาดูหนังเราจบ (หัวเราะ)

ดิสนี่ย์ในสมัยเป็นอย่างไรบ้างครับ

สมัยนั้น ดิสนี่ย์ ยังไม่มีหนังแบบปัจจุบันอย่างพวก Star Wars , Marvel อะไรแบบนี้ จะมีแค่พวกการ์ตูนเช่น Emperor’s New groove,  Atlantis ก็จะเป็นการ์ตูนสมัยโบราณ (หัวเราะ) หนังสมัยโบราณซึ่งตอนนี้กลายเป็นพวก Home Entertainment หมดแล้ว จากนั้นก็ทำงานมาเรื่อยๆ จนเมื่อเวลาเปลี่ยนนายพี่ออกจากบริษัท พี่ก็เลยออก ซึ่งพี่มองว่าคนทำงานรอบตัวเรามีผลกับเรา ก็เลยตัดสินใจออก แล้วก็ไม่ทำมาหากินอยู่ปีนึง มีความสุขที่สุด (หัวเราะ) แล้วก็นายพี่กลับมาทำที่โซนี่ พี่ก็เลยกลับมา แต่ตอนนั้นโซนี่กับดิสนีย์เป็น กิจการร่วมค้า (Joint Venture) กัน เรามีนายคนเดียวกัน แต่แยกแผนกการตลาด ตอนนี้ก็แยกกันออกไปเป็นของตัวเอง ซึ่งพี่มาเริ่มทำกับโซนี่เต็มตัวเลยคือปี 2017 

ok 5

 

กลับมาทำการตลาดให้โซนี่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหม

ทำงานเหมือนเดิมเลยค่ะ (หัวเราะ) วงการนี้หนูทำอยู่ตำแหน่งอะไรหนูก็ทำงานเหมือนเดิมเลยค่ะ แต่เพียงสิ่งมันเปลี่ยนไปคือโลกยุคสมัยมันเปลี่ยน คนวัยพี่จะตกงานเยอะ ซึ่งคนวัยพี่ที่ตกงานเยอะคือ คนที่ไม่เปิดรับสิ่งใหม่ ทำอะไรแบบเดิมเหมือนที่เคยทำมา หรือไม่เปิดรับไอเดียเลย มันก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนไป สิ่งที่พี่เคยทำเพื่อโปรโมตหนังในยุคอดีต ปัจจุบันพี่ก็ทำอย่างนั้นไม่ได้อีกต่อไป

อย่างสมัยก่อนเราดีลกับพวกนักข่าว ก็จะดีลกับพวก Traditional media พวกหนังสือพิมพ์ , ทีวี แต่ปัจจุบันมันก็มีอะไรที่มันส่งสารได้เร็วกว่าคือพวก ออนไลน์ เพราะฉะนั้นแล้วพวกคนธรรมดา อย่างพวก Influencer ก็เข้ามามีบทบาทมากขึ้น เราก็ต้องปรับตัวไป ฉะนั้นแล้วหน้าที่เราคือทำเหมือนเดิม คือทำการตลาด แต่ลักษณะการทำการตลาดเท่านั้นที่เปลี่ยนไป

มุมมองนักการตลาดภาพยนตร์ มองว่าตลาดภาพยนตร์ในบ้านเราซบเซาไหม

พี่มองว่าสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปคือสมัยก่อน มันจะมีหนังใหญ่ หนังกลาง หนังเล็ก มีแบ่งกระจายๆพื้นที่ยืน เพราะว่ามันไม่ได้เป็น Multi screening แบบปัจจุบัน คือการดูซีรี่ส์อยู่ที่บ้าน , ดูทีวีย้อนหลังอยู่บ้านก็ได้ คนที่จะตายก่อนเราคือพวก Free to air ทั้งหลาย ที่ปัจจุบันคนไม่ได้ตามดู Real time แล้ว แต่สำหรับโรงหนังอย่างพวกหนัง blockbuster ที่มันเป็นหนังใหญ่จริงๆ ยังไงคนก็ยังเลือกที่จะดูที่โรงหนัง เพียงแต่แค่ว่าประเภทหนังที่จะเข้าโรงที่เปลี่ยนไป หนังโรแมนติกคอมเมดี้แบบสมัยก่อนที่เราดูแล้วยิ้มบิดตัว อย่าง America’s sweethearts , 50 first date หรืออีกหลาย ไม่มีเข้าโรงแล้วนะ คนจัดจำหน่ายหนังอย่างเราต้องประมาณตน ว่าหนังอย่างนี้อย่าเอาเข้าโรงเลย เข้าก็ได้เงินเพราะคนไม่ดู คนจะเปลี่ยนไปดูซีรี่ส์ เพราะมันไม่ใช่หนังที่จำเป็นต้องดูในโรง ดังนั้นหนังที่จะเข้าโรงในสมัยนี้จึงเป็นพวก Blockbuster แอคชั่นระเบิด CG อลังการ ส่วนหนังสเกลกลาง – เล็กเข้าโรงก็จะผ่านไปด้วยความเร็วสูงมาก ต้องดูจังหวะดีๆในการเข้า ถ้าถามว่าธุรกิจซบเซามั้ย พี่ว่าถ้าเราไปถามคน แล้ว 1 ใน 3 สิ่งที่ชอบทำเค้ายังตอบเป็นดูหนังอยู่ พี่ไม่ห่วง เพราะว่าคนเราไม่สามารถนั่งดูหนังที่บ้านได้ทุกวัน ขึ้นอยู่กับว่าวันไหนที่เค้าจะเบื่อ และต้องออกมาดูหนังที่โรงอยู่ดี

อย่างนี้พอเป็นหนังที่เอาเข้าโรงไม่ได้ เราจะไม่ซื้อมาเลยหรือไม่

เราเลือกได้ค่ะ อย่างของโซนี่เอง จะมีกลุ่มของโซนี่คลาสสิค จะเป็นอารมณ์หนังแนว ที่แบบครึ่งชั่วโมงผ่านไปก็เงียบ พูดกันสามประโยคแล้วเงียบต่อ (หัวเราะ) หนังแบบนี้ในสมัยก่อนเรามีลิโด้ ซึ่งก็จะมารองรับหนังประเภทนี้ หรืออย่าง เฮ้าส์ ซึ่งบางทีมันไม่ใช่ทุกคน ที่อยากดูหนังตามกระแส มันจะมีบางคนเสพหนัง เพื่อเป็นการเสพหนัง เพราะฉะนั้นแล้วเราก็ต้องเลือกมามากขึ้น พี่ไม่อยากให้คนไทยก็จะได้ดูหนังตามกระแสเท่านั้น ในไทยเราไม่ได้แบ่งพื้นที่แบบอเมริกา ที่แบ่งโซนนี้เข้าหนังประเภทนี้ โซนพื้นที่แบบนี้เข้าหนังประเภทนี้ ส่วนโรงหนังเมืองไทย โรงหนังหลักเข้าหนังกระแสหลัก แต่เราก็ยังอยากให้มีโรงหนังที่เข้าหนังอาร์ต หรือหนังดีแต่ไม่ใช่หนังกระแส

ซึ่งปัจจุบันโรงหนังแบบนั้นแทบจะไม่เหลือแล้ว?

พี่ว่าซักพักคนจะเรียกร้อง อย่างยุคสมัยมันเปลี่ยนไป แล้วมันก็จะวนกลับมา พี่เชื่อว่ายุคสมัยมันจะวนกลับมา เหมือนแฟชั่นที่วนกลับมาค่ะ อย่างยุคนึงกระแสหนังเป็นแอคชั่นสนั่นลั่นจอ ผ่านไปซักพักคนจะโหยหาความสุนทรีย์ในอีกรูปแบบนึง แล้วมันก็จะวนกลับมา พี่เชื่อว่าบ้านเรายังมีตลาดของหนังทางเลือก ต่อให้ลิโด้หายไป เหลือแค่เฮ้าส์ พี่เชื่อว่าเดี๋ยวมันจะต้องมีเกิดขึ้นมาอีก

กลับมาที่หนังกระแสหลักของเรา “SPIDER-MAN: INTO THE SPIDER-VERSE” 

อันนี้คืออนิเมชั่นสไปเดอร์แมนเรื่องแรกค่ะ ถามว่าทำไมถึงทำ เพราะถ้าทำเป็น Live action จะไม่มีปัญญา เพราะใช้เงินเยอะมากมหาศาล (หัวเราะ) อันนี้เราชัดเจน เราเลยทำในรูปแบบของอนิเมชั่นแทน ซึ่งในปี 2019 จะมีสไปเดอร์แมนอยู่ 2 เรื่อง คือเรื่องนี้ที่เป็นอนิเมชั่น แล้วก็ live action คือ Spiderman Far From Home ซึ่งเป็นภาพต่อจาก Homecoming 

ในตัวอนิเมชั่นสไปเดอร์แมนนี้เค้าพยายามทำให้ต่างจากอนิเมชั่นทั่วไปคือ ทั่วไปจะเป็น CG คมกริบ แต่ด้วยความที่คนทำเรื่องนี้ แล้วมันอ้างอิงจากหนังสือการ์ตูน เพราะฉะนั้นเค้าก็อยากให้ได้โทนของความเป็นหนังสือการ์ตูน เวลาทำ CG ออกมาแล้ว เค้าจะเอาภาพวาดที่คนวาดเขียนทับลงไป แนวการ์ตูนมันจะเป็นแนว POP ART มันเป็นแบบ Retro หน่อยๆ ที่สำคัญในทีมงานทำเรื่องนี้มีคนไทยสองคนนะคะ 

ok2

สุดท้ายนี้ฝาก “SPIDER-MAN: INTO THE SPIDER-VERSE” ให้กับผู้อ่านทุกท่าน

สำหรับคนที่คิดว่าสไปเดอร์แมนอาจจะคิดว่าเป็นซีรี่ส์ทีวีหรือเปล่า ขอบอกเลยว่าไม่ใช่ คุณจะไม่เคยเห็นสไปเดอร์แมนรวมในเรื่องเดียวกันเยอะขนาดนี้มาก่อน แล้วคุณจะไม่สามารถจิตนาการได้ว่ามันสามารถมีสไปเดอร์แมนผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก หมู อะไรได้มากขนาดนี้เลยหรือ รับรองว่าเนื้อหาสนุกและไม่งงค่ะ พบกัน วันที่ 10 มกราคม 2019 ในโรงภาพยนตร์นะคะ

ok3

Interviewed by Chalermpol Teamkom

Photographed bt Termsit Siriphanich

Posh Magazine Thailand
No Comments

Leave a reply