Categories

To top
24 Apr

Cover Interview – NANON

cover

SLR กล้อง ติด ตาย” บนจอเงินครั้งแรกของ “นนนกรภัทร์” และครั้งแรกหลายๆ อย่างในชีวิต

ครั้งแรกย่อมตื่นเต้นเสมอ “นนน” เองก็เช่นเดียวกัน กับภาพยนตร์เรื่องแรกของเขาSLRกล้องติดตาย” ที่มีหลากหลายรสชาติอยู่ในเรื่องให้ได้ปล่อยของกันแบบไม่ยั้ง POSH MAGAZINE เลยขอทบทวนครั้งแรกของ “นนน” ผ่านหลายมุมในเรื่องนี้ ที่เราเองก็ตื่นเต้นกับคำตอบที่ได้ และอีกหลายด้านผ่านการเล่นเกมจับฉลาก “ครั้งแรกในชีวิต” ที่เราเตรียมมา ซึ่งนนนเองก็มือทองมาก เพราะคำถามที่จับได้แต่ละอันคือ เด็ดทั้งนั้นเลย

4

นิยามหนังที่ตัวเองเล่นครั้งแรก

นนน: ตัวอย่างดูสยองขวัญ แต่ผมนิยามว่า มันเป็นระทึกขวัญปนแอ็คชั่น (Thriller-Action) ถ้าแบ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ได้ ระทึกขวัญน่าจะ 70% แอ็คชั่น 20% และสยองขวัญอีก 10% ผมเลยไม่ได้จัดมันอยู่ในหมวดสยองขวัญ รวมถึงแฟนๆ หลายคนบอกว่า นนนได้เล่นหนังที่อยากทำสักที เพราะผมเคยบอกไปใน Q&A ว่า อยากกำกับหนังแนว Psycho Thriller ประมาณ Split แต่เรื่องนี้นำเชื้อที่เป็นภาวะทางอารมณ์ไม่ปกติบางอย่าง มาผูกติดกับความเชื่อบางสิ่ง แล้วแสดงออกไป ซึ่งไม่ได้หนักถึงขั้น Psycho Thrillerผมเลยไม่นิยามแบบนั้น แต่มันใหม่มากในทางการแสดงสำหรับผม

เปลี่ยนการแสดงครั้งแรก

นนน: ผมถ่ายเรื่องนี้พร้อมกับซีรีส์ 55:15 Never Too Late สองเรื่องคือสองขั้ว วิธีการทำงานรวมถึงการแสดงไม่เหมือนกันสักอย่าง เวลามากองคือ ต้องนั่งรื้อกันใหม่ทุกรอบกับพี่ออม (อธิศ อาสนจินดา) Acting Coach ของเรื่องนี้ว่า จะเล่นออกมาอย่างไร คือเปลี่ยนหมด ซึ่งอย่างที่ผมเคยบอกไปใน Salmom Podcast ว่า ทุกเรื่องผมพยายามใช้วิธี Method acting แต่เรื่องนี้ผมต้องฝึกและแก้ปัญหาหน้างานไปเรื่อยๆ เพราะเราไม่ได้มีเวลาในการถลำลึกไปกับคาแร็คเตอร์ขนาดนั้น เรื่องนี้เลยต้องมี Acting Coach ประกบอยู่เสมอ ผสมกับสิ่งที่ผู้กำกับต้องการ ว่าตรงพอยต์ที่ผู้กำกับมองแล้วหรือยัง

ดีลกับความสับสนอลหม่านครั้งแรก

นนน: ออกตัวก่อนว่า ผมไม่ได้เก่งนะ เจอซีนหรือคัตใหม่ ผมก็ต้องทำอารมณ์ใหม่ แต่ด้วยซีรีส์เราชำนาญในระดับหนึ่ง บางทีประสบการณ์ที่ทำมา มันรับมือกับเรื่องนี้ได้ อย่างตอนถ่ายซีรีส์ 55:15 Never Too Late ผมซัดบทตัวเองเต็มที่ให้ได้มากที่สุด จนใกล้หมดเส้นเรื่องตัวเอง และดันหนังขึ้นเป็น Priority ถัดมา เพราะอย่าลืมว่า เราต้องเก็บพลังไว้กับหนังด้วย ช่วงนั้นเลยคุยกับตัวเองบ่อยมากว่า บางอย่างทำดีที่สุดแล้ว ณ ขณะนั้น และบางครั้งอาจจะต้องปล่อยมันไปให้เป็นไปตามมาตรฐานของมันแค่นั้นพอ จริงๆ ผมตั้งใจกับทุกชิ้นงาน และรู้สึกทำใจกับมันลำบากเหมือนกันกับช่วงแรกที่จะต้องปล่อยไป แต่ท้ายสุดแล้ว มันต้องเป็นแบบนั้น ไม่อย่างนั้น 2 เรื่องมันจะพังทั้งหมด

2

ทำความรู้จัก “แดน” ครั้งแรก

นนน: เขาเป็นเหมือนเพื่อนที่ไม่จำเป็นต้องคุยทุกวัน แต่เดือนหนึ่ง เจอกันครั้งหนึ่ง เพื่อมาเล่าให้ฟังว่า เจอมาอะไรบ้าง แล้วเราก็นั่งฟังและทำความเข้าใจเขา คือแดนไม่ได้เป็นเพื่อนที่เราต้องเฮฮาด้วย ซึ่งด้วยคาแร็คเตอร์ผมเอง ก็ไม่ใช่เพื่อนที่จะเฮฮาอยู่แล้ว แต่แดนกับผมเป็นคนที่ใช้ชีวิตและสู้กับอะไรหลายๆ อย่าง ภายใต้พื้นที่ที่ตัวเองอยู่และสภาพแวดล้อมโดยรอบ แต่สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากแดนคือ เราอาจมีความสุขในสิ่งที่เป็นอยู่แล้วก็ได้ ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ให้ใครเห็นว่า เราเก่งเหนือใคร อย่างสมมติถ้าในฐานะนักแสดง ก็ไม่จำเป็นต้องได้รางวัลเพื่อมาบอกว่า ตัวเองเก่ง แค่มีความสุขและพึงใจในสิ่งที่ทำอย่างดีที่สุดในทุกวันนี้ ก็เพียงพอแล้ว แต่แดนไม่ใช่แบบนั้น มันเลยเป็นปมปัญหาใหญ่ของเรื่อง ที่ต้องทำให้คนอื่นพึงใจในตัวเอง เห็นความเก่งที่มีอยู่ในตัว และพิสูจน์บางอย่างว่า เขาคนนั้นมองเราไม่ผิด ซึ่งอันนี้ผมว่าน่ากลัวนะ

“เฌอปราง” นางเอกหนังเรื่องแรก

นนน: พี่เฌอเขาเป็นคนสายวิทย์และมีเหตุผลมาก อย่างพอพี่เฌอถาม Acting Coach เรารู้สึกเลยว่า ทำไมไม่เคยถามอะไรแบบนี้เลย จนบางทีผมมารู้สึก เอ๊ะ! แล้วถามตัวเองกลับว่า เราทำถูกแล้วหรือเปล่า แต่ผมเข้าใจในมุมพี่เฌอ ด้วยความที่เขาเรียนทางด้านวิทยาศาสตร์มา ความสงสัยบางอย่างอาจจะต้องมีเหตุผลมารองรับ ไม่ว่าจะวิธีคิดหรือการกระทำของตัวละครที่เกิดขึ้น และน่าแปลก ผมกับพี่เฌอเหมือนมีเซนส์ที่ทันกันอย่างน่าประหลาดใจ บางช่วงเข้ากันได้โดยไม่ต้องสื่อสาร แม้ของเราอาจจะมองศิลป์มากๆ และของเขาอาจจะมองวิทย์มากๆ แต่ก็จูนกันติดได้อย่างน่าตกใจ กับซีนที่เข้าหรือเล่นด้วยกัน

ร่วมงานกับเพื่อน “นนท์ศดานนท์” เรื่องแรก

นนน: รู้ว่าแม่งเก่งฉิบหาย (เน้นเสียง) เล่นด้วยแล้วสนุกมากๆ เพราะนนท์ให้อะไรใหม่ๆ ผมตลอดเลย โดยเฉพาะฉากไคลแม็กซ์ ผมอุทานในใจบ่อยมากว่า อะไรกันครับเนี่ย แต่หยาบกว่านั้น (หัวเราะ) เหมือนนนท์เป็นนักเตะ ผมเป็นผู้รักษาประตู ยิงลูกรับส่งกันไปมา นนท์เตะอัดเต็มข้อ ผมพยายามเซฟสุดกำลัง คือสนุกขนาดนั้นเลย ผมเองก็แปลกใจเหมือนๆ กันกับพี่เฌอที่เข้าขากันได้อย่างน่าแปลกใจ อย่างช่วงพักกอง เราก็จะนั่งคุยกันเรื่องชีวิต หรือคุยเรื่องที่กลับมาถามกันว่า แล้วเราสนิทกันตอนไหน ผมว่าด้วยวัยเลยคลิกกันได้เร็ว ซึ่งถ้าพี่เฌอคือขวาสุด นนท์จะอยู่ซ้ายสุด แล้วดันเป็นซ้ายที่เหมือนกับผมมากๆ

5

จับกล้องจริงจังครั้งแรก?

นนน: ก่อนหน้านี้ ผมถ่ายกล้องฟิล์มอยู่แล้ว แต่พอเรื่องนี้ถ่ายแบบกล้องคอมแพค มันก็ต้องมีการศึกษาระดับหนึ่ง แต่รู้ไหม ก่อนหน้านั้น ผมใช้เซนส์ถ่ายรูปตลอดเลย เล่าแบบนี้ คือผมใช้กล้องตัวนึงมา 1 ปี แต่เหมือนกล้องจะเสีย เลยส่งซ่อม ปรากฏว่า มันมีปัญหาที่ตัววัดแสง ซึ่งพังมานานแล้ว ผมเลยงงว่า แล้วที่ตัวเองถ่ายรูปอยู่ทุกวันนี้คืออะไร (หัวเราะ)

อย่างมีช่วงหนึ่งตอนถ่าย ผมได้รูปที่สงสัยว่า ทำไมภาพถึงออกมาเป็นแบบนี้ แสงมันพังหรือเปล่า ก็เลยลองปรับและถ่ายใหม่ รูปที่ได้ออกมาคือ สวยเฉย พอใจมาก เหมือนได้ความรู้แบบไม่ตั้งใจในการถ่ายภาวะที่ที่มีแสงมากและแสงน้อยไปเลย แอบซุยครับว่าง่ายๆ แต่สำหรับเรื่องนี้ ผมอาจไม่ได้เน้นเทคนิคการถ่ายภาพมาก แต่ใช้การแสดงช่วยจับกล้องให้ดูเป็นมืออาชีพ แต่สิ่งที่ต้องเรียนรู้จริงๆ คือ ‘การล้างฟิล์ม’ ผมได้ล้างฟิล์มจริงๆ และนำความรู้ตรงนี้มาใส่ไว้ในเอ็มวีเพลงของตัวเองด้วย

ประเมินการแสดงหนังครั้งแรก

นนน: 4 เต็ม 10 แล้วกัน เพราะบางอย่าง เราก็ต้องยอมรับกับตัวเองว่า มันจะไม่ได้ตามคุณภาพ เนื่องด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง บรรทัดฐานของตัวเอง ประสบการณ์ที่ผ่านมา ระยะเวลา และเงื่อนไขต่างๆ แต่สุดท้ายแล้ว เราก็ได้แต่เก็บสิ่งเหล่านั้นเอาไว้เป็นบทเรียน และนำมาใช้แก้ปัญหาในเรื่องหน้า ถ้ามีโปรเจกต์ต่อไปเกิดขึ้น แต่สิ่งที่ผมได้บทเรียนกับตัวเองเรื่องนี้ก็คือ ไม่ถ่าย 2 เรื่องพร้อมกันแล้ว อยากรับเป็นโปรเจกต์เดียวไปเลย เหนื่อย (หัวเราะ)

ฝากภาพยนตร์ครั้งแรก (แบบที่ไม่เคยฝากกับที่อื่น)

นนน: (นิ่งคิด) SLR กล้อง ติด ตาย เป็นเรื่องแปลกใหม่ทั้งผมและภาพยนตร์ไทย ด้วยความเชื่อบางอย่างที่ไม่ค่อยได้หยิบยกขึ้นมาพูดในวงการภาพยนตร์ อยากเชิญผู้ชมไปผจญภัยในโลกนี้ดู เพราะผมมองว่า ทุกความเชื่อเป็นเรื่องสากล อย่างการบูชาสิ่งเร้นลับ การขายวิญญาณให้กับบางสิ่ง มันมีอยู่จริงบนโลกของเรา ศิลปินหลายคนก็เคยออกมาพูดถึงเรื่องนี้ อย่างน้อยดูแล้ว นอกจากสถานการณ์จะพาให้คุณลุ้นไม่ติดเก้าอี้ ภายในสองชั่วโมงไม่เกินนี้ คุณก็อาจจะรู้สึกเกรงกลัวหรือชั่งใจในการตัดสินใจของตัวเองขึ้นมาบ้างครับ 

(เรื่องอื่นๆ) ครั้งแรกในชีวิตของ “นนน”

ภาพยนตร์เรื่องแรกที่ทำให้คุณเสียน้ำตา

นนน: “เพื่อนซื่อ…ชื่อ มาริ” จำได้ว่า ดูตอนเด็กประมาณ 8-9 ขวบ ร้องไห้หนักมาก สงสารหมาชิบะในเรื่อง แล้วพอมารู้ตอนโตว่า มีเค้าโครงจริงมาจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวของประเทศญี่ปุ่น ยิ่งซึ้งเข้าไปใหญ่

3

เจอสิ่งเหนือธรรมชาติหรืออธิบายไม่ได้ครั้งแรก

นนน: ช่วง ป.6 อายุ 11-12 ปี กำลังจะบวชเณร เลยไปนอนที่วัดก่อน ช่วงที่เจอคือ กำลังทำวัตรเย็นอยู่ที่ศาลา และเริ่มมืดแล้ว พ่อเลยขับรถมารับที่ศาลากำลังไปส่งกุฏิ ตอนนั้นรู้สึกซ่า บอกว่าจะวิ่งไปที่กุฏิเอง พ่อเลยขับรถนำไปไม่เร็วมาก แล้วเราก็วิ่งตาม เพราะมันอยู่ไม่ไกล จนผ่านถนนเส้นหนึ่งที่เป็นแอ่งน้ำ ข้างทางมีต้นกล้วย หางตาเราเห็นผู้หญิงคนหนึ่งใส่สไบสีเขียว ตัวซีดๆ ผมปิดหน้า แล้วหันมาโบกมือเหมือนเรียกเรา จำได้ว่า พอเห็น ก็วิ่งแบบไม่ลืมหูลืมตาเลย

ใกล้ความตายครั้งแรก

นนน: (นิ่งคิดนาน) เคยขับรถแล้วเบรกไม่ทัน เพราะตรงนั้นเป็นสี่แยก ถ้าเบรกก็คือ ชนด้านหลัง ผมก็ค่อยๆ ชะลอให้ไหลไปเกือบถึงสี่แยก แล้วคราวนี้รถอีกฝั่งก็มา ถ้าสมมติชนก็คือ ประสานงาเลย กลายเป็นว่า ผมหักพวงมาลัยหนีไปอีกทาง กลายเป็นไม่ชนอะไร ฟีลเหมือน Tokyo Drift เลย ตอนนั้นน่าจะพูดว่า “เชี่ย มันเกิดอะไรขึ้นวะ” แบลงก์ไปประมาณหนึ่งเลย ตอนนี้แหละที่คิดว่า เฉียดความตายที่สุดแล้วแบบเสี้ยววินาที

 

สิ่งแรกที่โอม ภวัต จะพูดเมื่อดูหนังเรื่องนี้จบ

นนน: น่าจะพูดประมาณว่า “เฮ้ย ดีนะมึง ดีนะ” แล้วผมก็จะมีบทสนทนาต่อว่า “มันอีกนิดนึงอ่ะ” และคิดว่าโอมจะจบท้ายด้วยคำพูดที่ว่า “ดีแล้ว ดีแล้ว ปล่อยมันไปเถอะ”

อย่าเพิ่งเชื่อสิ่งที่นนนคาดเดาคำตอบจากโอม ไปท้าพิสูจน์พร้อมกันใน “SLR กล้อง ติด ตาย”
บทสุดท้าทายของ “นนน
กรภัทร์” วันนี้ ในโรงภาพยนตร์

1 new

English Version below


 

“SLR”, the First Movie of “Nanon-Korapat” & Many Other Firsts in His Life

Doing something for the first time is always exciting. That also applies to Nanon with his first movie, “SLR”, a super savory film that showcased the cast’s exceptional potential. POSH MAGAZINE THAILAND invited Nanon to reminisce his firsts through several aspects of this movie which, undeniably, excited me, an interviewer, too. In addition, you’ll learn many more aspects of Nanon with the lucky draw game “First Time in Life” and I have to say that Nanon got a lucky hand as all questions picked were superb!

First time defining your first movie

Nanon: The trailer illustrates a horror movie but I would define it as a thriller-action one. If it can be divided into percentages, it was 70% thriller, 20% action, and 10% horror. That is why I don’t categorize it as a horror movie. Several of my fans also said that I finally got to play the movie genre that I had wished for. I once answered a Q&A that I wanted to direct a psycho-thriller movie like Split. Anyway, this movie brought some traits of abnormal emotional conditions, and tied them with some beliefs, then portrayed them in a designed manner. It didn’t meet the psycho-thriller level, so I didn’t define it that way. Nevertheless, it was extremely new to me in terms of acting.

First time changing your acting method

Nanon: I was filming this movie and 55:15 Never Too Late the Series at the same time. These two projects are completely opposite. The working approach, including the acting method, is nothing alike. When I went to the set, I needed to re-compose myself with Aom (A-tis Asanachinda), the acting coach of this movie, on how I should play my role. It’s completely different from the series. As I said at Salmon Podcast that I tried to apply method acting with every project, but I had to keep improvising on the set of this movie. I didn’t have time to get deeply drawn into the character, so I always had an acting coach tagging along. At the same time, I needed to listen to the directors’ needs whether my acting had met their expectations yet.

First time dealing with chaos

Nanon: First of all, I have to say that I’m not exceptional. When the scene is cut, I need to reset the character’s feelings. But I am pretty used to the series shooting approach at a certain level.  With my past experience, I knew how it could be handled. For example, when we shot 55:15 Never Too Late the Series, I put my effort into it as much as possible until the end of my storyline. Then, the movie came next on my priority list. Don’t forget that I needed to save some energy for the movie. I had a conversation with myself a lot that it was the best I could do at that moment and sometimes, I needed to learn how to let my performance meet just the general standard only. I actually put my best effort into every project and it was difficult to let go at first. Eventually, I had to accept it, otherwise, I would ruin both projects.

First time knowing “Dan”

Nanon: He is like a friend whom I don’t have to talk to every day, only once a month to update our lives is enough. I could have just listened and empathized with him. Dan isn’t a party type, which is similar to my character. We both live our life and fight with many things under our own conditions and circumstances. But a lesson I learned from Dan was that we can be happy with what we are. It’s no need to prove to anyone that we are the best of all. Let’s say I’m an actor, I don’t need to have an award to prove that I’m the best. You only need to be happy and content with what you’ve done with your best effort every single day. Period. But Dan wasn’t like that and it became a huge conflict in the story. He wants to please others, to make them see his potential, and to prove that a certain person wasn’t wrong about him. And I think that was dangerous.

First time taking a leading role with “Cherprang”

Nanon: Cherprang was a science person. She was full of rationale. When she asked the acting coach, it would make me question myself why I had never asked that question before. And it made me skeptical if my approach was right or not. But I think that from her point of view as a science student, her curiosity must have been based on logic, whether it is the character’s thoughts or actions. Surprisingly, it was like her senses synced with mine. We could get along well without any communication despite that I’m a completely artistic person and she is a scientific one. Nevertheless, we could surprisingly sync in the scene that we worked or played together.

First time working with “Nont-Sadanont”

Nanon: I must say that he was damn good (stresses). It was fun playing with him. He kept surprising me with new things, especially the climax scene that I kept swearing in my mind, “What is this?”, but in a ruder version (laughes). Let’s say, he was like a kicker and I’m a goalkeeper and we kept tossing the ball back and forth. He kicked with all his might and I tried my best to save the ball. It was that fun. I was surprised too that we got along so well like in Cherprang’s case. When we were on a break at the set, we would sit together and chat about life or ask questions like, “when did we become so close?” I guess we are the same age so it’s easy to get along easily. If Cherprang is the right end, Nont is the left end. And his end turns out to be very similar to mine.

First time seriously using a camera?

Nanon: Before filming this movie, I used a film camera. But in this movie, I used a compact one, so I needed to study it to some extent. But you know, formerly I always used my sense to shoot. To put a story in a nutshell, I used a film camera for a year and it seemed to be broken so I sent it to a shop for a repair. It turned out that the light meter was broken long ago. I was puzzled about how I had been taking pictures with it for a year.

One time, I got a picture that triggered a question like, “Why did it turn out that way?” “Is it possible that the light meter was broken?” So I adjusted, reshot and I got a great picture. It was like I unintentionally discovered new techniques of bright and low lighting photography. Frankly speaking, I just went with my gut. In this movie, I may not use a lot of photography techniques, but I needed to learn how to hold a camera like a professional. The actual lesson I’ve got from this movie was “a film development”. I did develop the films by myself and later applied the knowledge in my own music video.

First time evaluating your first movie

Nanon: It’s 4 out of 10. Sometimes, I have to accept that it doesn’t meet my standard due to several factors such as my expectation, past experience, timing, and conditions. At last, I can only keep this as a lesson and apply it to my following projects. And a lesson to myself: I won’t shoot 2 projects simultaneously again. I want to take on only one project at a time. It was exhausting. (laughs)

First time promoting your first movie (unlike anywhere else)

Nanon: (deeply thinks) SLR introduces new tastes to me and Thai movies. It presents some beliefs that are rarely brought up in the film industry. I’d like to invite the audience to take on this adventure as I see that all beliefs are universal. Something like animism and selling your soul to the devil does exist in our world. Several artists have mentioned it. At least, this movie will keep you on the edge of your seat. Within those 2 hours, it may somehow make you aware or afraid of your decisions.

(Other) firsts in “Nanon’s” life

First time crying because of a movie

Nanon: It was “A Tale of Mari and Three Puppies” that I’d watched at the age of 8-9 years old. I pitied the Shiba puppies  in the movie. I learned when I was older that it was based on a true story of the earthquake in Japan. I felt so touched.

First time encountering supernatural or inexplicable experience

Nanon: When I was in grade 6, around 11-12 years old, I was to enter the novitiate so I stayed at the temple. It happened around the evening chant at the pavilion. It was getting dark so my dad planned to give me a ride to the cubicle but I was dauntless, so I told my dad I would run to the cubicle myself. He was driving slowly ahead of me while I was tailing him. When I reached the street with a puddle on the road. There was a banana tree. From the corner of my eye, I saw a woman wearing a Thai traditional green shawl with pale skin and hair over her face. She turned and waved to me like she was calling me. I remembered that when I saw her, I ran away as fast as I could.

First near-death experience

Nanon: (deeply thinks) I once drove and couldn’t break my car in time. It was at the intersection so if I braked, it’d be a rear-end collision. So I gradually slowed down and almost reached the middle of the intersection. Then, cars from the other side were coming my way which means it’d be a head-on collision. I decided to drift to the other way so I wouldn’t crash with anyone.  It was like a scene from Tokyo Drift, after that I thought I said, “What the hell just happened?” I couldn’t come to my senses for a moment. I guessed that was my nearest-death experience.

First thing Ohm Pawat would say after watching SLR

Nanon: I guess he would say, “That was pretty good, man.” and I would say, “It could have been slightly better.” and he would wrap up the conversation with, “It’s good, it’s good, just let it go”.

Don’t believe in what Nanon assumed about Ohm’s answer. Let’s witness Nanon’s challenging role in SLR with your own eyes. Showing today in the cinema near you.


Photographer : Termsit Siriphanich @termsit

Stylist : @ptagram_ #ptstyled

Makeup : คุณกร ศรีแก้วเรือง @makeupbypom

Hair : วรรณวนัช เล็กอิ่ม @teara_hair

Clothes and bag : @off___white___bangkok #offwhitebangkok

@casadrycleanonly #BottegaVeneta

@maisonvalentino #ValentinoRendezVous #VALENTINOGARAVANI #LocòBag

Eyewear @luxottica @prada #luxotticathailand

Accessories @substore.th

Editor in Chief : Austin Thein

Photo Assistants : Pichaipusit Jack Sakura , Tan Nichawit

Interviewer: Yutthachai Sawangsamutchai @Youthtumz
Translator: Pa-kwan Panyatona @ferinpanyatona

Posh Magazine Thailand
No Comments

Leave a reply