Categories

To top
7 May

COVER INTERVIEW – MINTS

cover

ถึงเวลาฟังเสียงคนรุ่นใหม่ …‘ถึงเวลาคุยกับวง Mints

9

ภาพของ 2 ศิลปินแห่งวง Mints ‘อัดอวัช รัตนปิณฑะและตนต้นหน ตันติเวชกุลไม่เคยห่างหายบนโลกโซเชียล ไม่ว่าจะเป็นงานด้านการแสดง ไลฟ์สไตล์ และที่สำคัญที่สุด การส่งเสียงที่ผ่านทัศนคติดั่งเป็นตัวแทนของคนของรุ่นใหม่ที่ใช้พลังขับเคลื่อนสังคม ล่าสุดกับผลงานเพลงถึงเวลาฟัง / hear(t).’ ที่ปล่อยออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งพวกเขาอยากใช้เป็นสื่อกลางในการบอกเล่าถึงปัญหาต่างๆ ที่ชวนคนในสังคมมาเปิดใจคุยกัน

… POSH Magazine Thailand ชวนคนทุกวัยมารู้จักเด็กหนุ่มรุ่นใหม่ พร้อมย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นของการมาพบกันของทั้งคู่

Q: ทำไมชื่อวง Mints

ต้นหน: จริงๆ ตอนนั้นชื่อวงเราคิดกันนานมากครับ เลยให้ชื่อวงที่นิยามตัวเราเป็นสี โดยผมก็จะเป็นสีเหลือง 

อัด: ใช่ครับ ตนเขาจะมีคาแรกเตอร์ นิสัย เปรี้ยวๆ ส่วนผมก็จะเป็นคนแบบนิ่งๆ ครามๆ ก็จะเป็นสีน้ำเงินนะครับ แล้วพอน้ำเงินกับเหลืองมารวมกันก็เป็นสีเขียว เราเลยมานั่งดูว่าจะเอาเขียวแบบไหนดี เป็นเขียวมินต์ดีกว่า เพราะมันโปรโมตเพลงที่เราทำด้วย

2

11

ต้นหน: สีเขียวมินต์จะเย็นๆ สบายๆ

อัด: ก็เลยมันตรงกับแนวเพลงที่เราเริ้มต้นกำลังจะทำครับ

Q: เริ่มต้นแนวเพลงเป็นแบบไหน

Mints: จริงๆ เริ่มต้นแนวเพลงมันมาจากความชอบของเรา 2 คนก่อนคือเพลง Pop, R&B, Soul, Jazz อะไรแบบนี้ แต่แกนหลักมันคือเพลง Pop นะครับ

1.1

Q: เห็นว่าคุณชื่นชอบวง 1975

Mints: ใช่ครับดูคอนเสิร์ตมาด้วย ชอบเพราะว่าวงนี้เป็นวงที่ทำเพลงแบบไม่สนใจว่าโลกเป็นยังไง Main Stream เป็นยังไง เค้าทำเพลงที่เค้าชอบซึ่งวง Mints ก็เป็นแบบนั้นเหมือนกันเราทำในสิ่งที่เราชอบ โดยที่เราทำแล้วอยากสนุกกับตรงนี้ที่สุด ทำอะไรที่ทำแล้วมีความสุขก็ทำ เพราะวงเราทำมันก็มาจาก Passion ความสนุกของพวกเราอยู่แล้ว

Q: ทั้ง 2 คนเริ่มมาจากการเป็นนักแสดงซีรีส์ฮอร์โมนแล้วมาเป็นศิลปินนักร้องได้ยังไง

อัด: พวกผมว่าความจริงมันต้องใช้เวลานะครับ โดยเมื่อปี 2017 ก็ปล่อยเพลงแรกถึงตรงนี้ก็ 4 ปีแล้ว ที่เราทำเพลงแบบจริงจัง โดยช่วงแรกที่ทำมันก็เหมือนมีป้ายติดอยู่ว่าเราคือ ต้นหน นาดาว เราคือ อัด นาดาว แต่พอเริ่มทำตรงนั้น ผมว่ามันคือโจทย์ที่คนมองเข้ามา เราไม่สามารถเปลี่ยน Perception ของเขาได้ในทันที เลยรู้สึกว่าสิ่งที่เราต้องทำคือแค่พิสูจน์ตัวเองจากการเริ่มทำเพลงโดยให้คนเชื่อให้ได้ว่าเราจะมาเป็นศิลปินจริงๆ ไม่ได้จะเป็นแค่ดารามาทำเพลง 

ช่วงปีแรกๆ ก็มีความ Struggle สูงเหมือนกัน ต้องดิ้นรนต่อสู้กับสิ่งนี้ที่เราได้เจออยู่ เพราะคนยังไม่เชื่อว่าเราจะมาเป็นถึงตรงนี้เกือบ 4 ปีแล้ว จากคนที่เรียกเราว่าเมื่อก่อนอยู่นาดาว ก็กลายมาเป็น ต้นหน Mint อัด อวัช Mint มันเริ่มเปลี่ยนคนเริ่มเชื่อในสิ่งที่เราทำมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นมีคนมาโพสรูปคู่พวกเราแล้วเขาใช้คำว่า Musician Duo ไม่ใช่ดาราเหมือนคนรับรู้บทบาทการเป็นศิลปิน นักดนตรี นักร้องมากขึ้น

7

Q: ช่วยเล่าแรงบันดาลใจในการเริ่มแต่งเพลงแรกสุดของวงเราได้ไหม

อัด: เพลงแรกสุดก็ปีที่แล้ว มันเริ่มมาจากการการทำเพลงที่อยากทำแล้วมันสบายๆ ฟังแล้วเป็น Good Vibe มันตั้งต้นมาจากตรงนั้นเราก็เริ่มต้นทำ Demo กันแบบโง่ๆ เลยแล้วก็เลยลองทำเมโลดี้ไปอัดใส่ Voice Mail หลังจากนั้นพอเราได้เลยปรึกษากับรุ่นพี่ของเราซึ่งก็คือพี่โบ้ท สมเกียรติ เป็นการสอนร้องเพลงก่อน ที่เราจะมีโปรดิวเซอร์ว่าควรทำอย่างไงต่อดี เพราะเราทำไม่เป็นเลยเพนราะเราใหม่มาก ถึงชอบร้องเพลงแต่ไม่มีพื้นฐานดนตรีอะไรเลย ก็เลยไปถามพี่เค้า ณ จุดจุดหนึ่งพี่เขาก็เริ่มจริงจัง 

Q: แสดงว่าเค้าเห็นอะไรในตัวพวกเราเลยให้เราทำ

ต้นหน: คืออย่างตอนแรกนั้นเราทำ Demo แล้วพอเอาไปให้เค้าได้ฟัง เค้าก็รู้สึกแบบ เอ้ย! อาจจะพอไปได้พอเค้าฟัง Demo ที่เราทำมันคงพอไปได้ เราเลยมาลุยกัน 

3

Q: 4 ปีเป็นการเดินทางที่นานระดับหนึ่งไหมสำหรับศิลปินหน้าใหม่? 

อัด: มันมีช่วงที่เราหายไปบ้างครับ ตอนนั้นยังเรียนอยู่แต่ตอนนี้จบแล้ว พวกผมเลยมองอนาคตว่าทำเพลงออกมาค่อนข้างชัด เพราะว่าเป็นความฝันของผมตั้งแต่เด็กว่าอยากเป็นนักดนตรี ก็จริง 4 ปีเป็นเวลาที่นาน แต่มันก็มีช่วงเวลาที่เราไม่ได้เอาจริงด้วย เราก็ยอมรับมันมีสิ่งสำคัญที่เราต้องทำ เพิ่มว่ามันเป็นการเดินทางตั้งแต่ต้นหนอยู่มัธยม อัดอยู่ปี 1-2 จนตอนนี้ จนตอนนี้จบแล้ว มันเป็นช่วงเวลาที่ผ่านอะไรมาเยอะ มันก็เปลี่ยนอะไรไปเยอะอาจจะแค่ 4 ปี แต่ 4 ปีเนี่ยการเดินทางมันยาวนานและมันให้บทเรียนและสอนอะไรให้เราเยอะมาก

Q: จากวันนั้นแล้วมาถึงเพลง ถึงเวลาฟัง

อัด: เพลง ‘’ถึงเวลาฟัง’’ ชื่อเพลงภาษาอังกฤษชื่อว่า Hear(t) ครับ ซึ่งเป็นเพลงที่พวกเรากลับมาหลังจากปล่อยเพลงสุดท้ายไป 1 ปีเต็ม ซึ่งตอนนั้นยุ่งมาก ต่างคนต่างติดถ่ายหนัง ถ่ายซีรีส์พวกเราเลยไม่มีเวลาทำกันจนกระทั่งเรารู้สึกว่าเราต้องกลับมาทำแล้ว เราก็เลยคุยกัน 2 คน ว่าอยากกลับมาทำให้เป็น งานหลักของพวกเรา เราเคลียร์ทุกอย่างจบก็กลับมาเริ่มต้นลุยกันอีกรอบเลยได้เป็นเพลงนี้ขึ้นมา 

6

Q: เพลงนี้บอกถึงความเติบโตจากการเดินทางของพวกคุณ 

ต้นหน: ช่วง 1 ปีที่หายไปมันเปลี่ยนแปลงเราไปแบบเยอะมากเลย แล้วเราก็เปลี่ยนโปรดิวเซอร์ด้วยเป็นพี่แพท สถาปัตย์ เพลงก็โตขึ้นเพลงนี้เหมือนไม่ได้พูดเรื่องความรักอย่างเดียว โดยแก่นของเพลงถึงเวลาฟังคือ การรับฟังของคน 2 รุ่น โดยช่วงที่ผ่านมาเราได้เจอเรื่องราวต่างๆ มากมายเรื่องสังคมอะไรแบบนี้ แล้วพี่อัดก็เขียนเรื่องนี้ขึ้นมาก็เป็นเรื่องที่ผมอินด้วย โดยช่วงปี 1 ที่หายไปมันมีเรื่อง การเติบโตของมุมมองชีวิตในแง่ของประสบการณ์ชีวิตที่เราได้ไปเจอมัน กลับมาโหมดที่พวกเรา 2 คน จริงจังกว่านั้นมากซึ่งถ้าใครได้ฟังเพลงก่อนๆ ของเราและมาฟังเพลงนี้จะรู้สึกถึงความแตกต่างกัน รู้สึกโตขึ้นซึ่งนั้นมันทำให้เรารู้สึกว่าการเดินทางของ Mints 

มันเป็นเหมือนไดอารี่ชีวิตของพวกเรา 2 คน ที่มันค่อยๆเปลี่ยนผ่านไปตามเวลาที่เกิดขึ้น ซึ่งอย่างจริงๆก็คืออย่างเพลงนี้เป็นเรื่องในสังคมที่เรารู้สึกว่า เราอินมากเท่าไร เรารู้สึกว่าปัจจุบันการรับฟังมันไม่ได้เกิดขึ้นจริงๆ บางทีเราแค่ทำเหมือนว่าเราฟัง แต่จริงๆ เราแค่ใช้หูฟังไม่ได้ใช้หัวใจในการรับรู้แล้วเอาสิ่งนั้นเอากลับไปคิดต่อว่าคุณจะต้องทำไงต่อ เราก็อยากเล่าประเด็นโยเพลงนี้มันเป็นได้หมดเลยเรื่องความรักก็ได้ ผมว่าเรื่องของการรับฟังมันเป็นได้หมดเลย Relationship แบบไหน ครูนักเรียน หรือจะพ่อแม่ลูกก็ได้ ผมว่าเรื่องการรับฟังมันคือสิ่งที่สำคัญที่อยู่ทุกสังคม ทุก Relationship ครับ

Q: แสดงว่าพวกนี้พวกเราเป็นคนแต่งเองใช่ไหม? 

อัด: ใช่ครับ คือเราพึ่งเมโลดี้มาด้วยครับตอนเริ่มต้นก็เหมือนเดิมทำ Demo ร้องแล้วก็มาจอยกัน แล้วก็มาเรียบเรียงให้เสร็จ มานั่งคิดแบบเขียนอะไรดี แล้วมันก็มีประโยคแบบมั่วๆ แบบเฮ้ย เราชอบท่อนนี้ ก็เลยเอาอันนั้นมาตั้งต้นหาแรงบันดาลใจว่าเราอินเรื่องอะไรอยู่ เราอยากจะเล่าเรื่องอะไรสื่อสารอะไรผ่านเพลงของพวกเรา จนมาเจอเรื่องเลยก็ค่อยๆ เขียนออกมา

8

Q: แสดงว่า Idea แต่ละเพลงคือการเอาสิ่งรอบตัวมาเล่าเรื่อง?

ต้นหน: ใช่ครับมันคือสิ่งที่รอบตัวที่พวกเรา 2 คนประสบมานั่นเองปะปนกันไป 

Q: หลังจากปล่อยเพลงนี้ออกไปแล้ว ผลตอบรับเป็นอย่างที่คาดหวังไหมคะ

อัด: จริงๆมีอยู่ช่วงนึงที่คาดหวังมากว่าเพลงต้องปัง ต้องดัง แต่ช่วงที่เราหายไปนี่แหละ เราเลยกลับมาเคลียร์กันว่าทำสนุกๆ เหมือนเดิม คือถ้าถามว่าคาดหวังไหมคืออยากให้คนชอบเพลงเรานะ แต่ก็ไม่ได้เอาสิ่งนั้นมากดดันตัวเองทำไปแล้วต้องแบบ 10 ล้านวิว เราไม่ได้ขนาดนั้นคือถ้าคนมันจะอิน แบบเพื่อนอินกับสิ่งที่เราเล่าหรือสิ่งที่เราพูด เราก็ดีใจแล้วเพราะเราก็อยากแบ่งปังเรื่องราวที่เราอินกับมัน แบ่งปันแนวเพลงที่เราอินให้คนฟังดีกว่า 

ต้นหน: สุดท้ายคือถ้าเราทำงานด้วยอะไรแบบนั้นเราจะรู้สึกไม่สนุกอีกต่อไปนะครับ ก็เลยอยากทำแบบที่พวกเราอยากสื่อสารจริงๆ และสุดท้ายผมเชื่อว่า มันจะมีคนอินกับสิ่งที่เราทำ มีความรู้สึกร่วมกับ Message หนึ่งในเพลงที่เราสื่อสารจริงๆ ผมก็ว่ามันเพียงพอแล้ว สมมุติเล่นคอนเสิร์ตแต่มีคนทีตั้งใจมาดูเราไม่กี่คนนั่นก็เป็นความสุขมากๆ แล้วครับ เหมือนโบนัสที่คนมาดูเราวันนั้นแล้วสามารถร้องเพลงเราได้มันอาจจะไม่ได้เป็นจำนวนที่เยอะ 

แต่นั่นคือสิ่งที่อยู่ข้างใน แต่ในวันหนึ่งความต้องการนั้นมันอาจจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เราอาจจะคิดตรงนี้แหละพอแล้ว ก็ต้องขอบคุณค่ายด้วยครับว่าจริงๆ ไม่เคยตีกรอบเราว่าต้องดังนะ และนี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรากลับมาทำสิ่งที่เราชอบ ทาง What The Duck ไม่แคร์ว่าจะดังหรือไม่ดัง เขาเชื่อว่าสิ่งที่เราชอบเราทำมันโอเคที่สุดแล้ว พอเขาพูดแบบนี้เราเลยแค่เชื่อสิ่งที่เราทำและสนุกกับมันผมเชื่อว่าสุดท้ายผลลัพธ์ออกมามันจะ OK 

5

Q: ทำงานด้วยกันมา 4 ปีประทับใจอะไรกันและกันบ้าง?

อัด: มันก็มีปัญหาเยอะแหละครับ ทำงานด้วยกันมีปัญหาอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือเรารับฟังกันและกัน เวลาเราเจอปัญหาหรือมีสิ่งที่เราไม่ชอบ อย่างในแง่ของการทำงานหรืออะไรก็แล้วแต่ อาจจะมีทะเลาะกันบ้าง แต่เราต้องย้อนกลับมาดูว่าเราพูดกับเค้ามันแรงไปไหม แต่เค้าก็เป็นเด็กดีนะครับ 

ต้นหน: ผมก็ประทับใจในตัวพี่อัดอย่างเรื่องเซ้นส์ของดนตรีว่ามันโอเคหรือไม่ เพราะอย่างผมเรียนดนตรีมามันก็จะมีเซ้นส์บางอย่างที่รู้ว่าตรงไหนโอเค ตรงไหนไม่โอเค แต่พี่อัดเค้ามีเซ้นส์ตรงนี้ด้วยซึ่งเราก็ทึ่งอีก เรื่องที่ประทับใจคือเค้าพูดตรงๆ เนี่ยแหละ ซึ่งมันจะเป็นมุมมองหนึ่งที่เราไม่ได้จากเพื่อนรุ่นเดียวกันคือเวลาผมอยู่กับเพื่อนคนจะมองว่าผมดูโตแล้ว แต่มาอยู่กับพี่อัดผมรู้สึกว่าผมเด็กมากในแง่ของการทำงานหลายอย่างทำให้เรารู้สึกโตขึ้นจริงๆ

4

อัด: การทำงานด้วยกันแล้วมีแค่ 2 คนแล้วถ้ามีคำถามอยู่ในใจซึ่งกันและกันมันจะไปต่อไม่ได้เลยฉะนั้นเมื่อมันมีคำถามก็ต้องพูดเลยครับ

Q: ฝากผลงาน

Mints: ฝากเพลง ถึงเวลาฟัง ด้วยนะครับปล่อยเรียบร้อยแล้ว คือถ้าฟังเพลงเก่าและฟังเพลงใหม่ของวงพวกเราก็จะรู้สึกว่าคนละวงหรือเปล่า เพราะเพลงโตขึ้นมีพลังขึ้น Message ค่อนข้าง Strong ก็อยากให้ลองฟังดู อยากให้เพลงนี้ส่งไปถึงคนฟัง เด็กๆ อาจจะส่งไปถึงพ่อแม่อะไรแบบนี้ ก็สามารถฟังได้ทาง streaming online ทุกช่องทางครับ

10

 


Photographer : Termsit Siriphanich

Stylist : Isaya Owart

Makeup&Hair : Chat Supratak @makechatup

Clothes : @leela.official

Interview : Pookie Chatcha

Editor in chief : Austin Thein

Special thanks to What the duck

Posh Magazine Thailand
No Comments

Leave a reply