Categories

To top
3 Sep

BIE THE STAR – Sukrit Wisetkaew

BEE_63

BIE THE STAR – Sukrit Wisetkaew

11 ปีกับชีวิตซุปตาร์ที่ลิขิตเอง

BEE_63

เป็นเวลา 11 ปีแล้วที่เรารู้จักสุกฤษฎิ์ วิเศษแก้วหลังจากเวทีประกวดเดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาวปี 3 สิ้นสุดลง ชื่อของบี้ เดอะสตาร์โด่งดังขึ้นเรื่อยๆ ด้วยบุคลิกขี้เล่น น่ารัก บวกความสามารถ เขาจึงไม่ใช่แค่นักร้องประกวดตามกระแสที่ถูกพูดถึงแค่ชั่วข้ามคืน แล้วค่อยๆ แผ่วลงและหายไปตามกาลเวลา 

แต่ความท้าทายที่มาพร้อมโอกาส ล้วนพิสูจน์ฝีมือของเขาผ่านทั้งงานละคร เพลง ภาพยนตร์หรือแม้แต่ละครเวที รวมถึงรางวัลทั้งในประเทศและต่างประเทศล้วนการันตีให้บี้ ขึ้นแท่นเป็นซูเปอร์สตาร์อันดับต้นๆ ของประเทศไทย

ส่วนใหญ่เราจะเห็นผลงานคุณมากกว่าข่าวซุบซิบหรืออีเวนท์ มาถึงวันนี้อยู่วงการบันเทิงมา 11 ปีแล้ว ยังมีอะไรที่คุณอยากทำอีกไหมคะ

“ผมทำงานมาค่อนข้างจะเยอะ เรียกว่าเกือบจะทุกอย่างแล้วนะ ผมก็พยายามทำให้มันดีที่สุดในทุกๆ วัน ไม่รู้ว่าในอนาคตจะเป็นยังไง เจ้านายจะคิดอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาหรือผมจะคิดอะไรใหม่ๆ เพราะอยู่ดีๆ คอนเทนท์ในอินเทอร์เน็ตมันก็ออกมาเฉยเลย เราเลยไม่รู้ว่าอีก 5 ปี 10 ปี จะมีอะไรออกมาใหม่ๆ หรืออาจขับยานอวกาศแข่งกัน สมมตินะ (หัวเราะ) เราก็ต้องพยายามปรับตัวให้ทัน”

แต่วันนี้เรียกได้ว่า ทุกวันนี้คุณสนุกกับการแสดงอยู่

“ใช่ครับ อย่างที่กำลังออนแอร์มาเกือบปีแล้วก็ซิทคอมสูตรรักชุลมุน เป็นเรื่องราวของเชฟโป้ง ที่ต้องมาอยู่บ้านกับผู้หญิง 3 คนโดยบังเอิญ ก็มีเรื่องราวสนุกๆ เกิดขึ้น ซึ่งก่อนเล่นเรื่องนี้ผมต้องหัดทำอาหารนิดหน่อยนะครับ คือทำอาหารเป็นอยู่แล้ว แต่ว่าเราต้องเสริมในเรื่องแอคติ้ง วิธีหั่น การหยิบจับอุปกรณ์ต่างๆ ทำให้รู้เลยว่าการเป็นเชฟไม่ใช่เรื่องง่าย

“ยิ่งดูรายการ Top Chef Thailand โห…ยิ่งรู้เลยว่ากว่าจะมาเป็นเชฟต้องฝ่าด่านมาขนาดไหน แล้วอาชีพเชฟเป็นอาชีพที่ดูมีสเน่ห์ เท่ มีความรู้ ถ้าเป็นหนุ่มสาวก็คือเหมือนว่าเป็นที่หมายปอง (หัวเราะ) เพราะว่าคุณทำอาหารให้เรากินได้ คุณมีความรับผิดชอบ คุณต้องรักความสะอาดแน่ๆ มันคือหลายสิ่งหลายอย่างที่ตามมาจากการเป็นเชฟ”

แล้วกับผลงานละครเรื่องล่าสุดล่ะคะ

“เรื่องนี้ตื่นเต้นมาก ออนแอร์วันเกิดผมพอดี 4 กันยายน ชื่อเรื่อง ‘เธอคือพรหมลิขิต – You Are My Destiny’ ได้เล่นกับน้องเอสเธอร์ (เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา) ด้วย จริงๆ เรื่องนี้มาจากไต้หวัน ชื่อ Faith to Love You ซึ่งเกาหลีซื้อไปก่อน ประสบความสำเร็จมาก เราอยากมาทำในแบบของละครไทยบ้าง”

อยากให้พูดถึงคาแรกเตอร์ตัวละครในเรื่องนี้

“เป็นแนวโรแมนติกดราม่าที่มีกลิ่นอายของคอมเมดี้ ผมจะเป็นเจ้าของบริษัทอุปโภคบริโภคขนาดใหญ่ รวยมาก มีแฟนอยู่แล้ว อยากจะพาแฟนไปขอแต่งงานบนเรือสำราญ แล้วก็มีผู้หญิงคนหนึ่ง ก็น้องเอสเธอร์นี่แหละ ทำงานอยู่ในบริษัทเล็กๆ เป็นพวก loser คอยโดนใช้งานตลอด บังเอิญเขาได้แพ็คเกจเที่ยวเรือสำราญราคาถูก ซึ่งเป็นลำเดียวกับเรา คนหนึ่งก็เมา คนหนึ่งก็แพ้ยา แพ้คลื่น บังเอิญเข้าห้องผิด บังเอิญมีอะไรกัน บังเอิญเอสเธอร์ท้อง เรามีแฟน เขาก็มีคนที่ชอบ คราวนี้เหตุการณ์ก็เริ่มเกิดความชุลมุนวุ่นวาย สนุกมาก รับรองว่าต้องชอบกันแน่ๆ ครับ”

BEE_25

ได้ร่วมงานกับเอสเธอร์เป็นอย่างไรบ้าง

“สนุกนะ น้องเขาน่ารัก ได้ดูผลงานเขามาก่อน ร่วมงานกันบ้างนิดๆ หน่อยๆ เรื่องการแสดงเขาเก่งอยู่แล้วไม่น่าห่วง ห่วงผมดีกว่า (หัวเราะ) เรื่องการแสดงเขาถนัดกว่าผม ผมถนัดเรื่องของร้องเพลง เอนเตอร์เทน การแสดงก็ค่อยๆ ปลุกปล้ำกันไป แล้วเอสเธอร์ก็เป็นพาร์ทเนอร์ที่ดี”

คุณยังห่วงเรื่องการแสดงของตัวเอง คิดว่ายังต้องพัฒนาในเรื่องตรงไหนอีกคะ

“ทุกครั้งในการเริ่มแสดงสักเรื่อง เราต้องตีความว่าตัวละครตัวนั้น เขาเป็นใคร มาจากไหน มีพื้นฐานเป็นยังไง ต้องศึกษาเยอะไม่เหมือนเป็นนักร้องที่เป็นตัวเรา เป็นบี้ที่ไม่ต้องศึกษาตัวเอง เพราะรู้อยู่แล้วว่าเป็นคนยังไง ในขณะการแสดงผมจะคิดเยอะ อย่างนักแสดงคนอื่น บอกเล่านิดๆ หน่อยๆ เขาก็เล่นกันได้แล้ว แต่สำหรับผมนี่บอกนิดหน่อย เดี๋ยวต้องถามอีก มันคืออะไรครับ มันยังไง ผมต้องปิดรูรั่วทั้งหมดในสมอง เพื่อไม่ให้มีคำถามว่า ทำไมคนนี้มันไม่ทำแบบนี้ ผู้กำกับก็จะบอกว่ามันไม่ทำแบบนี้เพราะแบบนี้ แล้วเหตุการณ์อย่างนั้นทำไมต้องทำแบบนี้ ผู้กำกับก็ต้องมาปิดรูรั่วสมอง ไม่อย่างนั้นผมเล่นไม่ได้”

คุณต้องให้ผู้กำกับอุดรูรั่วที่คิดว่ายากแล้วคุณบอยเคยดุไหมคะ

“โอย…ทุกวันเลยครับเป็นประจำ นี่เป็นสิบปีแล้วยังโดนดุเหมือนเดิม เมื่อไรที่เปิดเรื่องใหม่ปุ๊บก็ต้องโดน ทำไมเล่นอย่างนี้ทำไมเล่นอย่างนั้น ก็ต้องมาค่อยๆ อุดรูรั่วกันใหม่ ตัวละครเป็นอย่างนี้ได้ไหม ทำไมต้องเป็นอย่างนั้น มาหาตัวละครกันว่าจะออกมาในรูปแบบไหน ประยุกต์ใช้กับตัวเราได้ไหม ก็โดนอยู่ตลอด ทุกวันนี้ก็โดน เปิดเรื่องเธอคือพรหมลิขิต ก่อนเปิดก็โดน เป็นปกติครับ ชีวิตผมคือการเรียนรู้ทุกวัน”

เวลาคุณทำงานที่ต่างประเทศ แตกต่างจากทำงานในเมืองไทยไหมคะ?

“แตกต่างค่อนข้างเยอะนะ สังเกตได้หลักๆ คือเรื่องของเวลา ต้องเป๊ะ เขานัด 10 โมงก็คือ 10 โมงพร้อมเลย ทำงานเลย ของพวกเราเมืองไทยมันก็จะมีความพ่อแม่พี่น้อง นัดกินข้าวกันก่อน กินกาแฟกันหน่อย พักผ่อนๆ จัดแสงจัดไฟอะไรก็ว่ากันไปเป็นปกติ แต่ที่นู่นคือถ้าคุณจะทำอย่างนี้คุณก็มาทำตั้งแต่ 9 โมงครึ่ง พอ 10 โมงเมื่อไรก็คือเริ่มเลย

“แต่ก็แฟร์นะ เลิก 6 โมงเย็น เลิกปุ๊บก็ให้กลับได้เลย มีคนเดินมาขานเลย อีก 1 นาที 6 โมง ทำอะไรอยู่ก็ตาม อะไรก็ตามที่ยังไม่เสร็จ หยุดก็คือหยุด เอามือออกเลย ทุกคนก็เดินออกจากห้องนั้นโดยยิ้มแย้มแจ่มใสนะ ซึ่งก็แปลกดี เข้าตรงเวลา เลิกตรงเวลา สมมติสัมภาษณ์กันอย่างนี้ สัมภาษณ์ยังไม่เสร็จ คุณต้องไปแล้ว ก็หยุดการสัมภาษณ์แล้วไป ทั้งๆ ที่คุณได้ข้อมูลยังไม่ครบ ผมก็ยังพูดยังไม่หมด แต่ทุกคนก็ออกไปด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส ก็ฉันทำอย่างนี้มาเป็นเวลาร้อยปีแล้วตั้งแต่รุ่นดึกดำบรรพ์แล้ว ก็เข้าใจได้”

แล้วเมื่อไรเราจะได้ฟังผลงานเพลงของคุณ

“ก็จะมีเพลงเธอคือพรหมลิขิต และ เพลงเอะใจ ที่มาจากละครเดี๋ยวได้ฟังกันครับ”

แล้วคอนเสิร์ตล่ะคะ

“คอนเสิร์ตก็ไปตามงานจ้างก่อนแล้วกันครับ เพราะเพิ่งมีไปเมื่อกลางปีที่แล้ว ฉะนั้นต้องขอเว้นระยะสักนิดหนึ่ง เพราะว่าคอนเสิร์ตที่ผ่านมาเว้นมาตั้ง 5 ปีแน่ะ แล้วจากอันนี้คงเว้นไปอีก 5 – 10 ปี เพื่อเป็นการรวบรวมของ รวบรวมประสบการณ์ละครหรือเพลงเอาไว้ไปเล่าบนเวที

คิดถึงไหม

“คิดถึงนะ ณ เวลานั้นถ้าโลกยังไม่เปลี่ยนก่อนเดี๋ยวคงได้เห็นกัน (หัวเราะ) เดี๋ยวนี้คอนเสิร์ตมันก็น้อยลงนะ คนก็มาเสพคอนเทนท์ในมือถือมากขึ้น ทุกวันนี้คอนเสิร์ตก็ยิ่งน้อยลงเรื่อยๆ พอถึงเวลานั้นพอเรารวบรวมของเสร็จ อีก 5 ปี คนมันยังจะเสพไลฟ์โชว์อีกหรือเปล่าวะ หรืออีก 10 ปี ต้องรอดู”

ว่างจากละคร ระหว่างรอรวบรวมของ คุณชอบไปเที่ยวไปไหนไหมคะ?

“ส่วนตัวไม่ค่อยเที่ยวครับ กลับไปบ้านบ้าง ไปหาครอบครัวบ้าง เข้าวัดบ้าง ถ้าไปต่างประเทศส่วนใหญ่ไปไหนก็คือเหมือนพาครอบครัวไปมากกว่า แม่อยากไป พี่สาวอยากไป ครอบครัวอยากไป ก็ไป ผมชอบอยู่บ้านเราสบายใจกว่า อยากกินอะไรก็ได้กิน อยากไปไหนก็ได้ไป คุยกับคนก็รู้เรื่อง เวลาไปเที่ยวเมืองนอก บางทีเจออากาศก็หนาว หิมะตก ลำบาก กว่าจะเดินทางไปสถานที่นั้นๆ ต้องขึ้นรถไฟบ้าง แท็กซี่ ไปแย่งคน แย่งห้องน้ำ แย่งอาหาร เพื่อที่จะถ่ายรูปกับสิ่งๆ นั้นกลับมา เย้! ได้รูปแล้ว แต่ถ้าพาพ่อแม่พี่น้องไปให้เขามีความสุข เราก็พร้อมไปสร้างความสุขให้กับพวกเขา”

จากวันที่คุณเริ่มต้นเป็นบี้ เดอะสตาร์ ตอนนี้เป็นซูเปอร์สตาร์แล้ว ความสุขของคุณคืออะไร

“ความสุขของผมคือทำให้คนอื่นมีความสุข ตัวเราเองไม่ค่อยห่วงหรอก ผมไม่เอาอะไรมากมายอยู่แล้ว สมมติวันนี้มาทำงาน ผมชอบทำให้ทุกคนมีความสุข เจอพ่อแม่พี่น้องก็คุยเล่น คุณทำอะไรมา คุณไปไหนมา อย่างผมถามคุณมาจากไหนล่ะ เดินทางมายังไง อ๋อ มาบีทีเอส อะไรแบบนี้

“ไปกองถ่าย คนที่กองถ่ายชวนคุยเล่นเฮฮา ซื้อของไปฝากคุยเล่น แหย่เขาอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เวลางานก็จริงจัง คนในกองถ่ายก็มีความสุข ฉะนั้นผลงานที่ออกไปคนดูก็มีความสุข เท่านั้นเอง วันนี้ไปทำงานสาธารณะประโยชน์ให้คนอื่นมีความสุขบ้างดีกว่า คนนี้เขาให้ไปร้องเพลงเหรอ แต่เป็นงานการกุศลนี่หว่า ก็ไปๆ ไปให้ฟรีไม่คิดเงิน เราจะได้มีความสุขแล้ว การสร้างความสุขให้กับเขา ค่าตัวเราก็ไปให้ทำการกุศลด้วย มันก็มีความสบายใจตรงนี้ด้วยครับ”

BEE_66

ติดตามผลงานของบี้ เดอะสตาร์ได้ทาง IG: @biesukrit_w


Interviewed by Pookie Chatcha

Photographed by Attapol Wongsathit

Posh Magazine Thailand
No Comments

Leave a reply